จะรับอิสลามและเป็นมุสลิมได้อย่างไร?
  จำนวนคนเข้าชม  344
ความหมายของคำว่า "มุสลิม" หมายถึงการที่บุคคลหนึ่งยอมจำนนต่อพระเจ้า ซึ่งไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ สัญชาติ วัฒนธรรม หรือภาษาใดก็ตาม การที่จะเป็นมุสลิมนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายและมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากและไม่มีอะไรซับซ้อน คนคนหนึ่งอาจจะรับอิสลามเพราะความพอใจโดยส่วนตัวของเขาหรืออาจจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างก็เป็นได้

 

ใครที่มีความปรารถนาอย่างจริงจังเพื่อเป็นมุสลิม พร้อมทั้งมีสำนึกที่เต็มเปี่ยมและศรัทธาอย่างเชื่อมั่นว่าอิสลามเป็นศาสนาที่แท้จริงของพระผู้เป็นเจ้า สิ่งเดียวที่เขาต้องทำคือการกล่าวปฏิญานตนหรือที่เรียกว่า "ชะฮาดะฮฺ" นั่นคือถ้อยคำอันเป็นพยานแห่งการศรัทธา โดยไม่ต้องรีรอสิ่งใด "ชะฮาดะฮฺ" คือสิ่งแรกและเป็นประการสำคัญที่สุดในจำนวนหลักการอิสลามทั้งห้า

ด้วยการกล่าวปฎิญานตนหรือกล่าว "ชะฮาดะฮฺ" ในสภาพที่ศรัทธามั่นและสำนึกอย่างบริสุทธิ์ใจ คนผู้หนึ่งก็จะเข้าไปอยู่ในขอบเขตแห่งอิสลามและกลายเป็นมุสลิมโดยทันที

เมื่อเข้าอยู่ในอิสลามและเป็นมุสลิมด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยหวังในความพอพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว บาปทั้งหมดที่ผ่านมาของคนผู้นั้นก็จะถูกอภัยให้แก่เขา และเขาจะได้เริ่มชีวิตใหม่ตามแบบฉบับแห่งความศรัทธาและคุณธรรมความดี ท่านศาสนทูตมุหัมมัด (ขออัลลอฮฺประทานความพรและสันติสุขแก่ท่าน) ได้กล่าวแก่คนผู้หนึ่งที่เข้ารับอิสลามกับท่านแล้ววางเงื่อนไขว่าต้องการให้พระผู้เป็นเจ้าอภัยโทษให้กับเขาทั้งหมด ท่านกล่าวแก่เขาว่า "ท่านไม่ทราบดอกหรือว่า การที่ท่านเข้ารับอิสลามนั้นจะลบล้างความผิดทั้งหมดที่ท่านกระทำก่อนหน้านี้ ?" (บันทึกโดยอิมาม มุสลิม)

เมื่อผู้ใดรับอิสลาม โดยสามัญสำนึกแล้วย่อมจะเสียใจในแนวทางและความเชื่อของชีวิตเขาก่อนหน้านี้ เขาไม่จำเป็นต้องแบกรับบาปต่างๆ ที่ผูกมัดเขาก่อนที่จะรับอิสลาม บันทึกชีวิตของเขาจะสะอาดหมดจดประหนึ่งเพิ่งคลอดออกจากท้องมารดาใหม่อีกครั้ง และควรอย่างยิ่งที่เขาจักต้องรักษาความสะอาดบริสุทธิ์นี้ไว้ตลอดไปเท่าที่มีความสามารถ พร้อมทั้งต้องมุ่งมั่นกระทำความดีให้มากที่สุดเท่าที่จะปฏิบัติได้

พระมหาคัมภีร์อัลกรุอานและวจนะของท่านศาสนทูตได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตอบรับอิสลาม ดังที่พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสความว่า "แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮฺ(พระผู้เป็นเจ้า)นั้นคืออิสลาม" (อัลกรุอาน 3:19)

ในอีกโองการหนึ่งพระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสความว่า "และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาโดยเด็ดขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน"  (อัลกุรอาน 3:85)

ในถ้อยคำอื่น ท่านศาสนทูตมุหัมมัดได้กล่าวว่า "ผู้ใดที่ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺโดยไม่ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ และปฏิญาณว่าอีซา(เยซู)นั้นเป็นบ่าวของพระผู้เป็นเจ้า เป็นถ้อยคำของพระองค์ที่เป่าลงสู่มัรยัม(มาเรีย) (หมายถึงพระผู้เป็นเจ้าได้สร้างเยซูด้วยคำสั่งของพระองค์ว่า "จงเป็น") และเป็นวิญญาณที่พระองค์สร้างขึ้น พร้อมทั้งปฏิญาณว่าสวรรค์นั้นมีจริงและนรกนั้นมีจริง พระองค์จะทรงนำเขาสู่สวรรค์ตามแต่สภาพการปฏิบัติคุณความดีของเขาผู้นั้น" (บันทึกโดย อิมาม อัล-บุคอรีย์)

ท่านศาสนทูตยังได้กล่าวอีกว่า "แท้จริงแล้ว พระผู้เป็นเจ้าจะทรงห้ามไม่ให้เข้านรกแก่ผู้ที่ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ โดยบริสุทธิ์ใจเพื่อพระพักตร์ของพระองค์" (บันทึกโดย อิมาม อัล-บุคอรีย์) 

 

การกล่าวปฏิญาณหรือ "ชะฮาดะฮฺ"

บุคคลที่ต้องการรับอิสลามและเป็นมุสลิม จะต้องกล่าวคำปฏิญาณข้างล่างนี้ด้วยสำนึกที่จริงจังและเข้าใจในความหมายของมัน นั่นคือ

"อัชฮะดุ อัลลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ, วะอัชฮะดุ อันนะ มุหัมมะดัร รอซูลลุลลอฮฺ"

ความหมายก็คือ "ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ต้องเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ"

คลิกที่นี่ เพื่อรับฟังคำกล่าวปฏิญาณ หรือคลิกที่ลิงก์ "Live Help" (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) ด้านบนเพื่อรับคำแนะนำผ่านระบบแชท

เมื่อได้กล่าวปฏิญานตนด้วยความเชื่อมั่นเช่นนั้นแล้ว เขาก็จะกลายเป็นมุสลิม การกล่าวปฏิญาณสามารถกระทำด้วยตนเองเพียงลำพังได้ แต่มันจะดีกว่าถ้ากระทำโดยมีคนแนะนำผ่าน "Live Help" ที่มีลิงก์อยู่ด้านบน ซึ่งอาจจะช่วยเขาให้ออกเสียงได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

วรรคแรกของคำปฏิญานตนประกอบด้วยสัจธรรมอันสำคัญที่ว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ประกาศแก่มนุษย์ว่า ไม่มีสิ่งใดที่คู่ควรและมีค่าแก่การสรรเสริญสักการะกราบไหว้ ยกเว้นพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมีอำนาจเหนือทุกอย่าง พระองค์ได้ตรัสในมหาคัมภีร์อัลกุรอานความว่า "และเรา(พระผู้เป็นเจ้า)มิได้ส่งศาสนทูตคนใดก่อนหน้าเจ้า(มุหัมมัด) นอกจากเราได้ประทานวิวรณ์แก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า” (อัลกุรอาน 21:25)

นี่หมายความว่า รูปแบบทั้งหมดของการเคารพสักการะไม่ว่าจะเป็นการนมาซ(ละหมาด) การถือศีลอด การวิงวอนขอพร การพึ่งพิงเพื่อแสวงหาความปลอดภัย และการเชือดสัตว์เพื่อเป็นพลี ย่อมต้องทำไปเพื่อพระผู้เป็นเจ้าโดยตรงและทำเพื่อพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น การมอบความภักดีและเคารพสักการะแก่สิ่งอื่นนอกจากพระผู้เป็นเจ้า(ไม่ว่าจะเป็นเทวทูต ศาสนทูต เยซู มุหัมมัด นักบุญ รูปปั้น พระอาทิตย์ พระจันทร์ ต้นไม้ ฯลฯ)ถูกนับว่าเป็นการตั้งภาคีต่อพระผู้เป็นเจ้าในความหมายของสารแห่งอิสลาม และมันเป็นบาปใหญ่ที่ไม่อาจจะได้รับการอภัย เว้นแต่เขาต้องขอลุแก่โทษต่อพระผู้เป็นเจ้าก่อนที่จะสิ้นชีวิต การเคารพสักการะทุกประการต้องมอบให้กับพระผู้เป็นเจ้าโดยตรงและให้กับพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น

การเคารพสักการะหมายถึงการปฏิบัติสิ่งใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นการกระทำหรือการกล่าวถ้อยคำที่สร้างความโปรดปรานแก่พระผู้เป็นเจ้า การตอบรับต่อพระบัญชาของพระองค์และปฏิบัติสิ่งที่พระองค์สนับสนุนเรียกร้องให้กระทำ ทั้งที่เป็นพระบัญชาซึ่งมีปรากฏตามหลักฐานหรือด้วยการอนุมานเทียบเคียงกับหลักฐานนั้น ดังนั้น การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ได้จำกัดเพียงแค่ให้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของหลักการอิสลามห้าประการเท่านั้น แต่ยังได้รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในทุกด้านๆ ด้วย การหาปัจจัยยังชีพให้กับครอบครัว การพูดสิ่งที่ดีเพื่อสร้างความสบายใจแก่ผู้อื่น ก็ถูกนับว่าอยู่ในข่ายของการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน ถ้าหากกระทำสิ่งเหล่านั้นลงไปด้วยเจตนาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของพระองค์

นั่นหมายถึงว่า เพื่อให้พระผู้เป็นเจ้าทรงตอบรับการปฏิบัติความดีของเรา ย่อมจำเป็นที่เราต้องปฏิบัติสิ่งเหล่านั้นด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อหวังในความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น

ส่วนวรรคที่สองของคำปฏิญาณนั้น มีความหมายว่า ท่านศาสนทูตมุหัมมัดนั้นเป็นบ่าวและผู้ถูกคัดสรรจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นผู้ปฏิญาณจึงต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านโดยปริยาย ต้องศรัทธาในสิ่งที่ท่านพูด ต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่ท่านสอน และละทิ้งสิ่งที่ท่านห้าม จะต้องเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าตามแบบอย่างที่ท่านศาสนทูตได้ทำไว้เท่านั้น คำสอนทุกประการของท่านศาสนทูตแท้ที่จริงแล้วล้วนได้รับการวิวรณ์และการดลใจให้แก่ท่านจากพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น

ผู้กล่าวปฏิญาณต้องพยายามฝึกฝนเพื่อใช้ชีวิตและปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ โดยอาศัยแบบอย่างของท่านศาสนทูต เพราะท่านเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตที่มนุษย์พึงปฏิบัติตาม พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสความว่า "แท้จริง เจ้า(มุหัมมัด)ดำเนินอยู่บนจริยธรรมอันยิ่งใหญ่" (อัลกุรอาน 68:4)

พระองค์ยังได้ตรัสอีกโดยมีความว่า "แน่นอน ในศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้านั้นมีย่อมแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง(จะพบ)พระผู้เป็นเจ้าและวันปรโลกและรำลึกถึงพระองค์อย่างมากมาย" (อัลกุรอาน 33:21)

ท่านศาสนทูตถูกส่งมาเพื่อเป็นผู้สาธยายความหมายของอัลกุรอานในเชิงปฏิบัติ ซึ่งสามารถที่จะเห็นได้จากการพูดการจาของท่าน การประพฤติปฏิบัติของท่าน การกำหนดบัญญัติต่างๆ ของท่าน และรวมถึงแง่มุมอื่นๆ ของการดำเนินชีวิต ท่านหญิงอาอิชะฮฺ ภรรยาของท่านศาสนทูตได้อธิบายถึงตัวตนของท่านศาสนทูตว่า "ลักษณะนิสัยของท่านศาสนทูตนั้นก็คืออัลกุรอาน(หมายถึงคำสอนที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานทั้งหมด)"  (บันทึกโดย อัส-สุยูฏีย์)

การยึดมั่นที่แท้จริงกับส่วนที่สองของคำปฏิญาณนั้นก็คือการตามแบบอย่างของท่านในทุกก้าวย่างของชีวิตนั่นเอง พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสความว่า "จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด แก่มนุษย์ทั้งหลาย) หากพวกท่านรักพระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงแท้แล้วไซร้ พวกท่านก็จงตามข้า" (อัลกุรอาน 3:31)

คำปฏิญาณส่วนที่สองนี้ยังหมายถึงการเชื่อว่ามุหัมมัดเป็นศาสนทูตและผู้ประกาศสารแห่งพระผู้เป็นเจ้าคนสุดท้าย จะไม่มีศาสนทูตอื่นใดอีกหลังจากท่าน

"มุหัมมัดนั้นไม่ใช่บิดาของใครในหมู่พวกเจ้า หากแต่เป็นศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นผู้ปิดท้ายบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย และพระผู้เป็นเจ้านั้นทรงรอบรู้ในทุกๆ สิ่ง" (อัลกุรอาน 33:40)

ผู้ใดที่มาแอบอ้างการเป็นศาสนทูตหรือแอบอ้างว่าได้รับวิวรณ์จากพระผู้เป็นเจ้าอีกหลังจากท่าน คนผู้นั้นย่อมเป็นคนหลอกลวง การยอมรับผู้ที่แอบอ้างนี้ก็ประหนึ่งว่าได้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าด้วยเช่นกัน

ขอต้อนรับท่านเข้าสู่อิสลาม ขอแสดงความยินดีกับการตัดสินใจของท่าน และเราจะพยายามช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่เท่าที่เราสามารถจะทำได้ .. 


ที่มา islamhouse.com