จากผ้ากาสาวพัสตร์...สู่ใต้ร่มเงาอิสลาม
  จำนวนคนเข้าชม  551

 


จากผ้ากาสาวพัสตร์...สู่ใต้ร่มเงาอิสลาม

ชื่อปัจจุบัน   นายมาลีกรี หวายลี

ชื่อเดิม นายสมชาย หวายลี

อดีต พระสมชาย ทิตปัญโญ ( จบเปรียญธรรม 3 )


หมายเหตุ การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เป็นการถายทอดประสบการณ์จริง ๆ ของผู้ถูกสัมภาษณ์ แสดงแง่มุมที่ให้เห็นการก้าวเข้าสู่อิสลาม เนียะมัตของอัลลอฮฺ ที่จะให้มนุษย์คนหนึ่ง เข้าสู่ใต้ร่มเงาอิสลาม ดังน้้นเราจะพบแง่มุมที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้รับมาอาจจะไม่ถูกตรงกับข้อเท็จจริงในหลักการของอิสลาม เช่น ประวัติศาสตร์ของท่านนบีอดัม เป็นต้น ซึ่งไม่ถูกตามอัลกุรอาน แต่นั่นก็คือ ข้อเท็จจริง ของผู้ถูกสัมภาษณ์ ที่ได้รับมาจริง ในห้วงเวลานั้น ๆ เป็นจุดที่ทำให้เข้ารับอิสลาม 


i-p-o : ขอทราบประวัติส่วนตัวครับ


มาลิกรี : ผมเกิด 10 กรกฎาคม 2518 ที่จังหวัดนครราชสีมา พอจบประถม 2 ก็ย้ายไปอยู่ที่ จังหวัดสกลนคร พอจบประถม 6 แม่ก็ให้ไปบวชเรียนอยู่ที่วัดกลางมิ่งเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ที่วัดกลางมิ่งเมือง ได้เรียนตั้งแต่ นักธรรม ตรี , โท , เอก แล้วต่อด้วยเปรียญธรรม 1 , 2 , 3 พอจบเปรียญธรรม 3 ทางวัดได้ส่งตัวไปเรียนต่อที่ ประเทศอินเดีย 2 ปี ที่ พุทธคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ ตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า

ปี 2539 ก็สึกมาเป็นทหาร ตำแหน่ง พลทหาร ประ่จำกองพันที่ 21 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นทหารอยู่ 2 ปีตามเกณฑ์ 

ปัจจุบันก็มีอาชีพ ช่าง รับซ่อมแซมบ้าน และ งานประปา ไฟฟ้า เป็นงานอิสระ ใครเรียกก็ไปทำ


i-p-o : สาเหตุของการเข้ารับอิสลามครับ


มาลีกรี : ก็เริ่มจากที่ผมออกจากทหาร ผมก็ตามแม่ไปทำงานที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช แม่ทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง ก็ไปสมัครงานเป็น พนักงานขาย แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ของห้างลักกี้ จังหวัดนครศรีธรรมราช  มีหัวหน้างานชื่อ บังลิก และ เพื่อนร่วมงานเป็นมุสลิม พอแม่ต้องย้ายไปทำงานที่อื่น ก้เลยไม่มีที่พัก เพื่อนที่เป็นมุสลิม ก็ชวนให้ไปพักอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับอิสลาม ก็สนิทกันในฐานะเพื่อน ประมาณปี 2554 เป็นวันอีด อีดิลฟิตรี้ เป็นวันหยุดงานพอดี เพื่อนก็ชวนไปเที่ยวบ้าน ซึ่งเช้าวันนั้นเพื่อนผมเขาก็ไปละหมาดอีดที่มัสยิดใกล้บ้าน ทิ้งผมนั่งไว้ที่บ้าน พอละหมาดกันเสร็จ ก็เริ่มมีคนทยอยกันกลับมาจากมัสยิด ตัวเพื่อนผมยังไม่มา แต่ก็มีญาติ ๆ ของเพื่อน เดินกลับกันมาก่อน แต่ละคนมาถึง เขาตรงเข้าจับมือกัน ให้สลามกัน และขอมอัฟกัน บางคนก็กอดกันแล้วร้องไห้ ผมนั่งมองด้วยความประทับใจ ประทับใจจนน้ำตามันไหลออกมาเอง มารู้สึกตัวก็เพื่อนมาเรียกว่า " สมชายเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม " ผมสะดุ้งรู้สึกตัวขึ้นมา เอามือปาดน้ำตา เออ! เราร้องไห้ได้ยังไงเนี่ย ผมถามเพื่อนทันทีว่า พวกเขาทำอะไรกัน เพื่อนก็บอกว่า เขาขอ "มอัฟ" กัน ผมก็ถามว่า มอัฟ คืออะไร เขาบอกว่า เป็นคำขอโทษกัน และ ขอให้อภัยกันและกัน ผมรู้สึกอึ้งมาก ในศาสนาพุทธ มีเรื่องการขอขมา และ การอโหสิกรรม กัน แต่มีอยู่ในคัมภีร์ ไม่เคยมีในชีวิตจริงเลย แต่ในอิสลาม ทำกันเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หลังจากวันนั้นผมคิดในใจเลยว่า น่าทึ่งมาก ผมต้องทำความรู้จักกับ " อิสลาม " อย่างจริงจังแล้ว เพื่อนได้พาไปคุยกับ กลุ่มดะวะ ที่มัสยิด คำถามในใจผม เริ่มได้รับคำตอบทีละข้อ ๆ เรื่อยมา ตั้งแต่ ใคร? คือพระเจ้า , อิสลาม สอนอะไร , อัลกุรอาน คืออะไร? มนุษย์มาจากไหน? มีหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกประทับใจใน อิสลาม เยอะมาก ตั้งแต่เรื่อง ที่ดะวะ เล่าให้ฟังเรื่อง มนุษย์คนแรกที่ชื่อ อดัม เล่าให้ฟังถึงเรื่อง อัลลอฮฺ ให้ญินเป็นคนใช้ของมนุษย์แต่ญินไม่ยอม เพราะญินบอกว่าตนเองถูกสร้างมาจาก ไฟ ส่วนมนุษย์ถูกสร้างมาจาก ดิน อัลลอฮฺ ก็เลยหยิบกระดูกซึ่โครงข้างซ้ายของ อดัม แล้วมาสร้างเป็น ผู้หญิง เพื่อให้อยู่รับใข้ อดัม หลังจากฟังเรื่องนี้ไม่นาน ผมเกิดอุบัติเหตุโดนไฟดูด ต้องไป เอ็กซ์เรย์ ซึ่โครงด้ายซ้าย ปรากฎว่าซี่โครงด้ายซ้ายไม่่มีจริง ๆ เหมือนกับที่ ดะวะ เล่าไม่มีผิด การเข้ารับอิสลามของผมมันสะสมกันหลายเรื่อง เล่าไม่หมด อีกเรื่องก็คือ เรื่องสังคมมุสลิม คนดี เพื่อนเยอะ สวน สังคมพุทธ คนดี จะไม่มีเพื่อน ในพุทธ ใครที่กินเหล้า จะมีเพื่อนฝูงมากมาย ส่วนถ้าไม่กินเหล้า หาเพื่อนไม่ได้เลย เพราะเขากินกันหมด ส่วนมุสลิมทำดี เพื่อนจะเยอะมาก ส่วนคนที่กินเหล้า ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่มีเพื่อนมุสลิมจะคบหาด้วย ที้ง ๆ ที่คำสอนของพุทธก็ห้ามกินเหล้าเหมือนกัน ทำให้คนทำความดี กลับไม่มีที่ยืนในสังคม ส่วนคนทำชั่วกลับอยู่อย่างสบาย งานบุญของคนมุสลิม จะไม่มีเหล้าเลย ส่วนงานบุญของพุทธ เหล้าจะเป็นตัวหลักเลย ทุกงาน ตั้งแต่ เกิด แก่ ตาย งานตรุษ งานสารท งานปีใหม่ สงกรานต์ มีเหล้าเป็นตัวหลัก ขาดไม่ได้กันเลย ชาวพุทธ กราบไปหมด ทุกอย่าง ตั้งแต่ ต้นไม้ จอมปลวก รูปปั้น พระจีน พระไทย  ไม่กราบอยู่อย่างเดียวคือ พระเจ้า ผุ้สร้างเขามา

ที่สุดแล้วก็เข้า ปฏิญาณตน รับอิสลาม เป็นทางนำของชีวิต


i-p-o : มุมมองก่อนและหลังรับอิสลาม


มาลีกรี : เห็นความแตกต่างกันเยอะมาก ระหว่าง คนพุทธ และ มุสลิม ผมไม่ได้บอกว่า ศาสนาพุทธ ไม่ดีนะ แต่ไม่มีการสอนแล้วไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย ขณะที่มุสลิม มีความ่ชัดเจน และ จริงจังในการปฏิบัติตามคำสอนมาก ทุกอย่างที่ อิสลาม สอน ถูกนำมาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ลองเปรียบเทียบดู การผิดประเวณี เทียบคนพุทธกับมุสลิมแล้ว มุสลิมแทบไม่มีเหตุข่มขืนเลย ขณะที่คนพุทธ ไม่มีวันใดที่ไม่มีข่าวเรื่องนี้ เพราะคนพุทธแต่งตัวไม่ปกปิดส่วนที่น่าละอาย บางคนก็ตั้งใจเปิดเลยก็มี ส่วนมุสลิมจะมีการปกปิดอย่างมิดชิด ไม่ให้ไปยั่วกิเลส ของผู้ขาย พอสงกรานต์มาที แทนที่จะเป็นวันปีใหม่ที่ทำเรื่องดี ๆ กับเอาน้ำมาสาดกัน ขับรถมอเตอร์ไซค์มาก็เอาน้ำไปสาดแรง ๆ รถก็ลื่นล้ม มีทั้งเจ็บและตาย ไม่รู้ทำแล้วได้อะไรกัน สนุกกันแบบ ไม่มีสติเลย แล้วก็ตามเคย เมากันหัวราน้ำ 

อยากเล่าให้ฟังอีกเรื่องหนึ่ง ก่อนผมรับอิสลาม แต่จริง ๆ หัวใจผมรับไปนานแล้ว ขาดแต่วาจา เท่านั้นเอง แต่ผมก็รู้สึกยังขาดอีกข้อคือ ความยินยอมของพ่อและแม่ ก็ได้เดินทางกลับไปแจ้งข่าวให้กับ แม่ ได้รับทราบ พอบอกแล้วแม่ไม่ได้พูดอะไร แต่คนที่พูดเป็น น้าชาย  น้าชายด่าผมอย่างรุนแรง บอกว่า เสียชาติเกิด เกิดมาเป็นพุทธ ทั้งทีดันมาเปลียน มีของดีไม่ชอบ ชอบของเสีย ทิ้งตระกูล ทิ้งพ่อทิ้งแม่ ทิ้งพี่ทิ้งน้อง  ผมเองนั่งนิ่งไม่โต้เถียงอะไร ปล่อยให้แกพูดจนหมด พอแกเงิียบผมก็ได้โอกาสพูดบ้าง ว่าน้า ถ้าผมตั้งใจทิ้งตระกูล ผมคงไม่มาอยู่ที่นี่ในวันนี้หรอกครับ ผมอยากบอกว่าผมไปเจอสิ่งที่ดีกว่า ผมจึงเลือกสิ่งที่ดีกว่า น้าก็ไม่ปล่อยผมพูดต่อ แกบอกว่า อิสลาม ห้ามไม่ให้ ไหว้พ่อ ไหว้แม่ มันจะดีตรงไหน ผมได้ทีเลย ผมบอกว่า การไหว้ กับ การกอด น้าว่าอะไร มันจะซึ้งใจกว่ากัน น้าบอกว่า การไหว้ สิ ดีกว่า ผมเลยบอกว่าผมจะพิสูจน์ให้ดู ผมพาน้าไปหา ยาย เลยทันทีผมไปเตรียม หมากพลู ดอกไม้ และ ผ้าถุงผืนใหม่ วางใส่พานไว้ แล้วบอกน้าให้ยกให้ คุณยาย  ( แม่ของน้า ) แล้วน้าต้องทำตามผมบอกนะ ไม่ต้องไหว้แต่ให้ยกพานให้ เสร็จแล้วเข้าไปกอด น้าบอกว่า ไม่กล้าทำ ผมเลยบอกเลยว่า นี่ไง คนพุทธ ทำดีไม่กล้า แต่พอมีคนชวนน้าไปกินเหล้า ไปทันทีเลยไม่เคยปฏิเสธ น้าก็เลยเงียบ พอมาเจอยาย ยายก็ทำหน้างง ๆ ว่ามาทำอะไรกัน พอไปถึงผมก็บอกว่า น้าจะมาขอขมายาย ยายก็ถามงงๆ ว่าขอขมาเรื่องอะไร ผมไม่ตอบแต่พยักหน้าให้น้ายกพานไปให้ยาย พอยายรับยังไม่ทันไร น้ำตายายไหลออกมาเลย ผมก็เลยบอกให้ กอด ทีแรกแกก็ไม่กล้าอีก ผมก็เลยดันแกเลย แกเข้าไปกอด เท่านั้นแหล่ะ คนที่ร้องไห้อย่างยกใหญ่กลับเป็น น้าชาย กอดกันนานไม่ยอมปล่อยเลย ยายก็ร้อง น้าชายก็ร้อง ทำผมก็น้ำตาไหลตามไปด้วย พอเดินออกมา ผมบอกน้าว่า ตัวเบา เลยใช่ไหม แกไม่พูด แต่พยักหน้า ผมสำทับทันทีว่า นี่แหล่ะ สัมภเวสี ที่อยู่ในตัวน้ามันออกจากตัวไปแล้ว ตัวน้าถึงเบาอย่างนี้ไง เห็นหรือยังว่า กอด มันดีกว่ายังไง น้าคนนี้ก็ไม่ตอบอะไรเงียบ สุดท้าย พ่อและแม่ก็ยอมรับโดยปริยาย


i-p-o : แล้วรบอิสลามด้วยวาจา เมื่อไหร่


มาลีกรี : ก็หลังจากทำความเข้าใจกับ พ่อและแม่ แล้วนั่นแหล่ะ ท่านไม่ถึงกับเห็นด้วย แต่ก็ไม่ต่อต้านแล้ว ผมก็เลยว่าถึงเวลาแล้ว ว่าจะรับอิสลาม ด้วยวาจา ก็เลยตัดสินใจไปที่มัสยิดแถวที่พักที่กรุงเทพฯ คือ ที่มัสยิดริดวานุ้ลอิสลาม เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ประมาณ กลางเดือนกันยายน 2558


i-p-o : ความประทับใจในศาสนาอิสลาม


มาลีกรี : หลายเรื่องเลยครับ  อิสลาม สามารถเข้าไปอยู่ในการปฏิบัติ จริง ๆ ของคนได้ ตั่งแต่เรื่องการให้อภัยกัน คือ การขอมอัฟ ซึ่งกันและกันในวันอีด  การทำความดีได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ เช่น คนมุสลิมที่กินหล้าจะไม่มีเพื่อน ขณะที่ไม่กินเหล้า จะมีเพื่อนมากกว่า  การละหมาด วันละ 5 เวลา ทำให้เราอยู่ในหลักการของศาสนาตลอดทั้งวัน ของทุกวัน ไม่ใช่ทำแต่วันสำคัญทางศาสนา 


i-p-o : สุดท่้ายอยากจะฝากอะไรเพิ่มไหมครับ


มาลีกรี :  อยากเชิญชวนท่านที่ยังมีความสงสัยในศาสนาอิสลาม เข้ามาศึกษาอย่างจริงจัง มองดูสิว่า โลกใบนี้ใครคือผู้สร้าง ขอชวนมารู้จักกับผู้สร้างที่แท้จริง นั่นคือ อัลลอฮฺ วันนี้ผมก็รู้สึกภูมิใจอีกเรื่อง คือ สามารถขวนให้น้องสาว แท้ ๆ 1คนมารับอิสลามได้แล้ว อัลฮำดูลิลลาฮฺครับ