จากเส้นทางนักขาย , นักมังสวิรัติ สู่เส้นทางแห่งพระเจ้าองค์เดียว
  จำนวนคนเข้าชม  709

 นาย ฐสิษฐ์  คงสินวสุวัฒน์

จากเส้นทางนักขาย , นักมังสวิรัติ สู่เส้นทางแห่งพระเจ้าองค์เดียว


หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบทความที่เขียนถึง ชีวประวัติ ของบุคคลที่ได้รับ ฮิดาญะ จาก พระองค์อัลลอฮฺ ซุบฮานะวาตูอาลา เข้ารับอิสลาม ในหลากหลายรูปแบบ แต่จะมีหลาย ๆ เรื่อง ที่อาจจะไม่ตรงกับหลักการของอิสลาม แต่นั่นก็คือข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นไปแล้ว เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว จะผิดจะถูก ไม่มีทางที่จะไปแก้ไขเหตุการณ์ได้ เป้าประสงค์ คือ ความหลากหลายของการก้าวเข้าสู่ อิสลาม 


1.ประวัติส่วนตัว
ชื่อ : นาย ฐสิษฐ์  คงสินวสุวัฒน์
เกิด : 28ก.ย.2502 กทม.
พ่อแม่ : มาจากประเทศจีน (ขณะนี้เสียชีวิตแล้ว)
พี่ : ชาย 4 (เสีย 3) หญิง 6 (เสีย 2)น้อง : ชาย 1 (เสียแล้ว)
จบ : มศ.5 (2520)        ป.ตรี บริหาร ราม
ทำงาน : 1.ทำงานกับพี่ชายคนโต 9 ปี (พ.ศ.2518-2526)2.บ.อี๊สต์เอเชียติ๊ก 9 ปี (พ.ศ.2526-2535)3.บ.AIA 25 ปี (พ.ศ.2534-ปัจจุบัน)
แต่งงาน : 10ส.ค.2535 (ภรรยาปัจจุบันอายุ 53)
ธิดา 2 บุตร 1 :
1.หญิง อายุ 23 เพิ่งจบ ป.ตรี ABAC บริหาร (ตลาด)
2.หญิง อายุ 20 กำลังจะขึ้นปี 3 ม.เกษตร (บางเขน) บริหาร (บัญชี)
3.ชาย อายุ 11 (เป็นเด็กพิเศษ Down Syndrome) ***ตอนอยู่ในครรภ์ (5 เดือน) พบความผิดปกติ (โครโมโซม คู่ที่ 21 มี 3 = เป็น Down Syndrome 100%) แพทย์แนะนำให้ทำแท้ง.. แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำตามแพทย์แนะนำ.. (ขณะนั้น ม.ค.48) ผมคิดว่า "เราไม่มีหน้าที่ต้องคิด เพราะ พระเจ้าคิดมาเรียบร้อยแล้ว.. ลูกคนนี้ยังไม่เคยเกิดมาทำความชั่วอะไรเลย.. จะไปสั่งฆ่าเขาทำไม ? เรามีหน้าที่เปิดประตูให้ลูกคนนี้เข้ามาอยู่เป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวเรา***เรียนมา 4 ร.ร.แล้ว1.ร.ร.มูลนิธิแสงสว่าง2.ร.รเกษมพิทยา3.ร.ร.ราชานุกูล4.ร.ร.คลองปักหลัก


2.มูลเหตุที่เข้ารับอิสลาม
เสาร์ที่ 6ส.ค.54 (= 6 รอมฎอน 1432) ตื่นมาเปิด TV ช่อง 5 (05.00-05.30 น.) เป็นรายการของ ดร.บรรจง โซ๊ะมณี พูดเรื่อง "การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน.. ใครเป็นผู้คิด ?" ดูตั้งแต่เริ่มจนจบ จึงทราบว่า.. ผู้คิดคือ "พระเจ้า" ทรงปรารถนาดีต่อคน จึงให้คนที่ศรัทธาปฏิบัติตาม (คือ งดเว้นการกิน, ดื่ม, คิดไม่ดี, พูดไม่ดี, ทำไม่ดี และ มีเพศสัมพันธ์ ... ใครทำได้ครบจะได้ผลบุญ และ คืนสุขภาพที่ดีแก่ผู้ปฏิบัติตาม) ... ผมจึงคิดอยากทดลองดู และ คิดว่าเราก็น่าจะทำได้นะ .. แถมด้วย ดร.บรรจง พูดก่อนจบรายการว่า.. ถ้าคนที่ไม่ใช่มุสลิม แล้วมาดูรายการนี้ และ อยากจะลองถือศีลอดดู.. ก็ไม่ผิดอะไร.. แล้วถ้าใครทำได้ จะมีรางวัลจากพระเจ้าด้วย (แต่รางวัลที่พระองค์จะให้ ไม่มีใครรู้ แต่รับรองว่าได้แน่) ผมคิดต่อว่า ถ้าจะรอไปเกิดใหม่ (ชาติหน้า) และ ได้เกิดเป็นลูกคนมุสลิม ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าจะได้อย่างที่คิดไหม ? จึงไม่อยากรอถึงชาติหน้า .. จึงอยากทดลองวันนั้นเลย (Do it NOW.)
พอสว่าง ก็โทรไปหาเพื่อนที่เป็นมุสลิม เพื่อนไม่สะดวกคุย บอกจะกลับ และโทรมาตอนบ่ายโมงกว่า.. ผมก็เล่าให้ฟัง (ที่ดู TV ตอนเช้ามืด) เพื่อนให้ข้อคิดว่า ศีล 5 ของศาสนาพุทธ ดีไหม ? ถ้าใครทำได้ก็จะได้ผลบุญ .. ศีลอดในเดือนรอมฎอนก็เช่นกัน (ขณะนั้นก็งดอาหารตั้งแต่ ตี 5 เป็นต้นมา) พอครบเวลาก็ ละศีลอดโดยทานผลไม้ (ตอนนั้นยังไม่รู้จัก อินทผาลัม) 
ถือศีลอดมาได้ 1 วัน ก็คิดถึงรางวัลที่พระเจ้าจะให้ (ว่าเป็นอะไร ? และ ของขวัญจะมาหาเราได้อย่างไร ?)
พอวันที่ 2 (7ส.ค.54) ก็ตื่นมาดู TV ช่อง 5 เหมือนเดิมอีก (จำไม่ได้ว่าวันนั้นพูดเรื่องอะไร) วันนั้นทั้งวัน.. ก็คิดถึงรางวัลจากพระเจ้าทั้งวันเลย (ตื่นเต้นมากๆ) และแล้ว ก็คิดขึ้นมาว่า "หรือพระเจ้าจะให้รางวัลผ่านทางผลเลือด... ซึ่งก่อนหน้านั้น น้ำตาลในเลือด วัดได้เกิน 100 มาตลอด


เป็นจริงตามที่คาดจริงๆ ผลน้ำตาล ณ.7ส.ค.54 = 87ซึ่งเลข 2 ตัว ไม่เคยเห็นมานานมากๆ .. ดีใจมากๆ .. พระเจ้าสุดยอดจริงๆ พระองค์ทรงประทานรางวัลชิ้นนี้มาให้ .. ขอบพระคุณพระองค์มากๆ ครับ
ต่อจากนั้น.. ก็ดู TV ทุกวัน (ตี 5-5.30 น.) และ ถือศีลอดมาตลอดทุกวัน (ถือศีลอดมารวม 45 วันต่อเนื่อง 6ส.ค.54 - 19ก.ย.54)(วันอีด 1 เชาวาล 1432 ผมก็ยังถือศีลอดอยู่เลย... ไม่มีใครบอก.. เพื่อนก็ไม่บอก, TV มุสลิม (Free TV) ก็ไม่มีบอก (ทุกช่อง) และที่ถือศีลอด 45 มาจาก ถือชดเชยวันที่เจาะเลือด ก่อนเข้าเวลามักริบ 10 วัน + บวช 6 + ชดเชยไม่ได้ถือ 1-5ส.ค.54 ตลอดการถือศีลอด 45 วัน เพื่อนไม่เคยบอกให้ไปมัสยิดเลย ทั้งๆ ที่โทรคุยกันเกือบทุกวัน รายการ TV เดือนรอมฎอน (ปี'54) ก็ไม่มีช่องไหนบอกให้ไปมัสยิดเลย จนวันที่ 28ก.ย.54 (วันเกิดผม) ผมไปที่ศูนย์กลางฯ (ซ.รามคำแหง 2) จะไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการถือศีลอด และ เดือนรอมฎอน (อยากรู้ลึกๆ มากกว่าที่ TV มีบอกให้) วันนั้นร้านหนังสือที่ศูนย์กลางปิด (น้ำท่วมบ้านคนขาย)(ปี'54 น้ำท่วมใหญ่ กทม.+นนท์) จึงไปคุยกับ จนท.ห้องสมุด ศูนย์กลาง ผมเล่าเรื่องผมที่ลองถือศีลอดให้ จนท.ห้องสมุด ฟัง ขณะนั้นมีน้องอาดัม (แอบ) ฟังผมคุยกับ จนท. และ เดินเข้ามาทำความรู้จักกับผม .. คุยกันตั้งแต่ 10.00 น. ถึง เข้าเวลาดุฮรี .. อาดัม ชวนผมไปอาบน้ำละหมาด และ ขึ้นไปละหมาด (อาดัม บอกให้ทำตามเขาทุกอย่าง) 6ต.ค.54 ผมอยากเข้าไปดูเขาละหมาดที่ มัสยิด ดีนุ้ลอิสลาม ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ(ตอนแรกไปถามร้านขายอาหารมุสลิมแถวบ้าน ว่าเขาจะไปละหมาดที่มัสยิดไหม ? ไม่มีใครไปสักคน.. เธอบอกว่าละหมาดที่บ้าน ให้ผมขับรถเข้าไปเลย.. ไม่ต้องกลัว 6ต.ค.54 (ก่อน 18.00 น.) เข้าไปมัสยิด.. เห็นนั่งคุยกันประมาณ 10 คน ไว้หนวดเคราทุกคน (ดูน่ากลัว) แต่ก็คิดดี (คิดว่า มัสยิด เหมือนวัด คนที่มาวัดน่าจะเป็นคนดี) จึงทำใจดีสู้เสือ.. (กล้าๆ หน่อย) เข้าไปแนะนำตัวว่า ชื่ออะไร จะขอเข้ามาดูการละหมาด .. ผู้อาวุโสในกลุ่มนั้น ก็บอกไม่ต้องขอดู เดี๋ยวไปอาบน้ำละหมาด และ ขึ้นไปละหมาดด้วยกัน (มักริบ) ละหมาดเสร็จลงมานั่งที่โต๊ะเดิม .. ผู้อาวุโส (ชื่อ พี่ กอเซ็ม) บอกว่า.. คนที่จะเข้ามาเป็นมุสลิมทุกคน ต้องปฏิญาณตน (อัสฮาดู ลาอิลลาฮะอิลัลลอฮฺ ....) และ ได้ตั้งชื่อมุสลิมให้ผมว่า "ฟุรกอน" (แยกความสว่าง กับความมืด, แยกดี-ชั่ว, ถูก-ผิด) 6ต.ค.54 ไปอยู่มัสยิดดีนุ้ลอิสลาม 4 ชม.กว่า 17.45-22.00 น.
*2 ละหมาด (มักริบ,อีชา)
*ปฏิญาณตน
*ตั้งชื่อมุสลิม
*เลี้ยงน้ำขวด+ขนม 2 รอบ
*22.00 น.คุยกันจนเหลือ 3 คนสุดท้าย.. ผม, อีซา, อารีฟ (ทั้ง 3 เป็น มูอัลลัฟ) เหมือนกัยเรารู้จักกันมานาน


***ผมขอย้อนไป ณ.เดือน ส.ค.54 (=รอมฎอน 1432) หลังจากวัดค่าน้ำตาลในเลือด= 87 ณ.วันที่ 7ส.ค.54 (=7รอมฎอน 1432) และ หลังจากนั้น ก็วัดค่าเลือด ได้เลข 2 ตัว (80 กว่า ถึง 99) อีก 10 กว่าวัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ควบคุมอาหาร เช่น ข้าว, แป้ง, ขนมหวาน, ทุเรียน, ฯลฯ ... ผมรู้สึกมั่นใจถึงความมหัศจรรย์ที่พระเจ้าสื่อถึงผมผ่านทางค่าน้ำตาลในเลือด.. ผมมั่นใจว่า.. ผมมาถูกทางแล้ว (ทางที่พระเจ้าทรงนำทางผม) ตั้งแต่ผมเริ่มไป มัสยิด (ศูนย์กลางฯ) วันแรกในชีวิต (28ก.ย.54) และ มัสยิดที่ 2 (ดีนุ้ลอิสลาม ต.บางปลา อ.บางพลี)(6ต.ค.54) ผมรู้ซึ้งถึงมิตรภาพของคนมุสลิม ที่ให้การต้อนรับที่ดีเสมอมา (เหมือนรู้จักกันมานาน.. ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรกในชีวิต) จนถึงปัจจุบัน (รวม 5 ปี6 รอมฎอน) แต่คนรอบข้าง โดยเฉพาะ ภรรยา และ ธิดา 2 คน รู้สึกไม่พอใจผม ที่อยู่ๆ ย้ายศาสนา (โดยไม่มีใครมาชักชวนเลย แม้แต่คนเดียว) จนถึงปัจจุบัน   ผมก็ยังเป็นศิลปินเดี่ยวอยู่ คือ มีผมนับถือ ศาสนาอิสลาม อยู่คนเดียวในตระกูล (ครอบครัว และ พี่ๆ ยังนับถือพุทธอยู่ แบบหลวมๆ ไม่ได้เคร่งครัด) ผมยังคงละหมาด (ฟัรดู) วันละ 5 เวลา (ทุกวัน), จ่ายซะกาตฟิตเราะห์ (ข้าวสาร 1 กันตั๊ง) (เดือน รอมฎอน) ร่วมหุ้นกุรบ่าน 1 ส่วน ทุกปีตั้งแต่ ปี'55, '56, '57, '58 และ ผมยังเป็น กรรมการมัสยิด ดารุนนาซีรีน ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สมัยที่ 1 ประมาณเกือบปี (วาระ 4 ปี/ 1 สมัย) แต่ซะกาต 2.5% ยังไม่เคยจ่าย เพราะ ยังติดลบอยู่.. ยังไม่เข้าเกณฑ์


ข้อ 3.มุมมองชีวิต ก่อน และ หลัง เข้ารับอิสลาม 
ก่อนเข้ารับอิสลาม ไม่กินเนื้อสัตว์ (ศีลข้อ 1 ในศาสนาพุทธ) แบบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ปฏิบัติมา 16 ปีก่อนมารู้จักอิสลาม (เลิกทานเนื้อสัตว์ ตั้งแต่ธิดาคนที่กำลังจะเกิด)
ไปปฏิบัติธรรมทุกปีๆ ละ 1 ครั้ง (ค้างคืน ณ.สถานปฏิบัติธรรม 3 คืน 4 วัน ... มากสุด 7 คืน 8 วัน) แต่ไม่เคยบวชเป็นพระ (บางครั้งยังคิดตนเองปฏิบัติดีกว่าพระบางรูปด้วย) (หลงตัวเอง) 
เป็นตัวตั้งตัวตีจัดผ้าป่าสามัคคี, กฐินสามัคคี (ทำมาประมาณ 3-4 ครั้งในชีวิต) 
แวะเวียนไปฟังเทศน์ในหลายๆ วาระ 
ทำบุญบ้าน (นิมนต์พระมาสวด และ ฉันท์เพลที่บ้าน) หลายครั้ง
พอมาอยู่ศาสนา อิสลาม ก็พยายามละหมาดให้ครบ 5 เวลา ทุกวัน (บางเวลาติดภาระกิจ.. ก็ใช้วิธีละหมาดชดเชย กอฎอใช้) 
เลิก มังสวิรัติ เมื่อช่วงกุรบ่าน ปี'55 (ปีนั้นได้ทานเนื้อกุรบ่าน เกือบทุกวัน 5 วันซ้อนๆ จึงคิดว่า เลิกมังสวิรัติเลยดีกว่า) ... อัล กาฟิรูน (ซูเราะห์ที่ 109)... ศาสนาของท่าน ก็คือ ศาสนาของท่าน... ศาสนาของฉัน ก็คือ ศาสนาของฉัน มีข้อโต้แย้งเยอะมาก เรื่อง การทำสินา (กับภรรยา) แต่งงานตั้งแต่ ปี'35 มีธิดา และ บุตร มาแล้ว 3 คน ... มาศรัทธาพระเจ้า ณ.ปี'54 ... 19 ปี (ปี'35-'54) มีทัศนะที่แตกต่างของ อาจารย์, อิหม่าม, ผู้อาวุโส ดังนี้ :-
1.สินา (ผิด 100%) ถูกต่อว่ารุนแรงมาก (ก็มีเยอะ)
2.อนุโลม ... สมัยท่านนบีมูฮัมมัด ก็มีกรณีแบบนี้ (ให้ขอดูอาว์จากพระองค์อัลลอฮฺ) ให้ผมพยายาม และ อดทน
3.สงสารผม 
4.ไม่ขออกความเห็น
***แต่ผมก็เลือกข้อ 2. คือ สมัยนบีฯ ก็มีกรณีแบบผม (ผมถือว่า.. ไม่ใช่ความผิด ทั้งผม และ ภรรยา.. อาจต้องใช้เวลามากหน่อย, พยายามมากหน่อย, อดทนมากหน่อย.. อัลลอฮฺ กำลังทดสอบผมอยู่) เจ้าไม่ใช้สติปัญญาพิจารณาบ้างดอกหรือ ? (อัลกุรอ่าน) ถ้า.. ภรรยามารับอิสลาม (ซึงผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนี้) ทุกอย่างไม่มีการบังเอิญ, ทุกอย่างมีเหตุมีผล, ทุกอย่างมีขั้นมีตอน
***หวังในความโปรนปรานจากพระองค์
***พระองค์กำลังบอกอะไรบางอย่างกับเรา (ผม และ ภรรยา) 
***คิดว่า "อีกไม่นานเกินรอ... ทุกอย่างจะเรียบร้อย"


ชีวิต คือ การต่อสู้
ชีวิต คือ การเดินทาง
ชีวิต คือ ข้อสอบ ที่ต้องพยายามสอบให้ผ่าน
***พระเจ้าไม่เคยมาสาย  พระองค์มาทันเสมอ

เชื่อในอัลลอฮฺ ชีวิต จะมีพลังเต็มเปี่ยม เลิกเหล้า, เบียร์, ไวน์ 100% หลังจากเข้ารับอิสลาม ชีวิตหลังรับอิสลาม คิดเสมอว่า มาลาอิกะ ติดตามเราอยู่เสมอ ... จึงไม่กล้าคิดไม่ดี, พยายามไม่โกรธ, รู้สึกไม่ดี ไปอาบน้ำละหมาด และ ไปละหมาด และ เอา พระมหาคัมภีร์ อัล กุรอ่าน มาอ่าน
ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ 
พยายามไปฟังคุตะบะห์ทุกวันศุกร์  คิดว่า.. ผมมาถูกทางแล้ว.. ไม่มีเปลี่ยนใจแล้ว 
อัล อัศรฺ (ซูเราะห์ที่ 103) พระองค์อัลลอฮฺทรงสาบานต่อการเวลาว่า มนุษย์ทั้งหลายล้วนอยู่ในการขาดทุน เว้นแต่ผู้ที่มีคถณสมบัติ 4 ข้อ (ในคนๆ เดียวกัน) คือ :-1.ศรัทธา2.ทำความดีทั้งหลาย3.ตักเตือนกันและกัน   เกี่ยวกับสัจจธรรม4.ตักเตือนกันและกัน   ให้มีความอดทน
***ผมจะอดทน,      ศรัทธาต่อเนื่อง,      คิดดีต่อเนื่อง,      ทำดีต่อเนื่อง,     เตือนในสัจจธรรมต่อเนื่อง


ข้อ 4 ความประทับใจในอิสลาม
ประทับใจคนในทุกมัสยิด (ไปละหมาดมาหลายสิบมัสยิดแล้ว) มิตรภาพ และ น้ำใจมีทุกมัสยิด
เข้าไปอยู่ในทุกมัสยิดแล้วมีความสุข, ไร้กังวล, หมดห่วง, ใจสงบ, มิตรภาพ และ น้ำใจ
ประทับใจ พระมหาคัมภึร์ อัลกุรอ่าน มีคำตอบ ในทุกๆ เรื่อง, ทุกๆ ปัญหา ของชีวิต
ประทับความไพเราะ ของคำอ่านเป็นภาษาอาหรับของพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอ่าน
ประทับใจในพระองคฺ์อัลลอฮฺ พระองคฺ์ทรงอัจฉริยะ, ทรงยิ่งใหญ่จริงๆ มองไปทุกที่.. เป็นผลงานชิ้นเอก, ละเอียดถี่ถ้วน, สมดุลย์ในทุกๆ สิ่ง, ทุกๆ เรื่องแม้กระทั่งระบบทุกอย่างในร่างกายเรา มหัศจรรย์จริงๆ และ ประทับใจในความกรุณาปราณีของพระองค์ และ ทรงมีความเมตตาเสมอ จริงๆ


ข้อ 5.มุมมองส่วนตัวที่มีต่อสังคมมุสลิม
ละหมาด 5 เวลา เป็นความลงตัวของการใช้ชีวิตใน 1 วัน ที่พระองค์อัลลอฮฺ ทรงวางไว้เหมาะเจาะจริงๆ ... ถ้าเราปรับตัวเราให้ลงล๊อคของเวลาละหมาด (5 เวลา) ได้... ปัญหาทุกชนิดจะหมดไปจากชีวิต ... ความลงตัวของชีวิตจะเข้ามาแทนที่.. สันติสุขจะปรากฏ สมดังความหมายของคำว่า "อิสลาม" 
เสียดายแทนบางคน.. อยู่ใกล้มัสยิด แต่กลับไม่ใช้ประโยชน์ (เคยเห็นป้าย "จงละหมาด.. ก่อนที่ท่านจะถูกนำไปละหมาด" ที่ชุมชนมุสลิม อ.แม่สอด จ.ตาก)(ใกล้เกลือกินด่าง)
น้ำ... เวลาเปิดอาบน้ำละหมาด เปิดแบบเต็มที่ (ไม่เสียดายน้ำกันบ้างเลย) เปิดเบาๆ ก็ล้างสะอาดได้, ขณะบ้วนปากก็น่าจะปิดก๊อกชั่วคราวได้ แต่ก็ไม่ปิดกัน.. ปล่อยทิ้งไปเปล่าๆ 
ไฟ, แอร์ ระหว่างช่วงเวลา "มักริบ" ถึง "อีชา" ควรปิดไฟ, ปิดแอร์ ปิดชั่วคราวได้.. แต่ก็ไม่ปิด (สงสัยเป็นมัสยิดเศรษฐี... เงินเยอะ)
อาหารละศีลอด (เดือน รอมฎอน) หลายมัสยิดมีอาหารละศีลอดเลี้ยง ... เห็นกินทิ้งกินขว้าง (เสียดายแทน) น่าจะปลูกจิตสำนึกให้กินให้หมด... คนอดยังมี
เห็นมีแต่ค่ายเยาวชน ภาคฤดูร้อน หรือ ช่วงปิดเทอม.. แต่ค่ายสำหรับผู้ใหญ่กลับไม่มี (ศาสนาพุทธ.. สถานปฏิบัติธรรม มีค่ายอบรมธรรมสำหรับทั้งผู้ใหญ่ และ เด็ก มีกิจกรรมเข้าค่ายเกือบทุกสัปดาห์ และ มีทุกเดือน ตลอดทั้งปี) ***ศาสนา อิสลาม เห็นแต่ค่ายเด็ก.. เด็กเหมือนถูกบังคับ .. แต่ผู้ใหญ่ไม่มีใครบังคับ


ขออภัย.. หากแรงเกินไป.. ไม่มีเจตนาจะว่าใคร (คิดในใจมานานแล้ว)


ตำแหน่ง : อิหม่าม, คอเต็บ, บิล้าน ... 3 ตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์ ... ไม่มีหมดวาระ ... ไม่มีหมดอายุ ... เป็นดาบ 2 คม
3 ตำแหน่งนี้.. เป็นบุคคลตัวอย่างของชุมชน ... ถ้าทำหน้าที่แข็งขัน ... เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกบ้าน เช่น มาละหมาดที่มัสยิดครบ 5 เวลา ทุกวัน = เป็นบุญของลูกบ้าน ได้ผู้นำดี เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกบ้านที่ดี และ มุสลิมสัญจร ที่มาใช้บริการ (ละหมาด) เป็นครั้งคราว
***แต่ในทางตรงกันข้าม : ถ้าทั้ง 3 ตำแหน่ง ไม่มาทำหน้าที่ (โดยเฉพาะ ละหมาด ฟัรดู 5 เวลา ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของมุสลิมทั่วไป) = น่าสงสารลูกบ้าน ต้องอยู่แบบช่วยตัวเอง ดูแลกันเอง ซึ่งตลกมาก ตำแหน่งอันทรงเกียรติ แต่กลับทำตัวแบบไร้เกียรติ 
บางคน (3 ตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์) มามัสยิด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ละหมาด) 
บางคน (3 ตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์) มามัสยิด ปีละ 1 ครั้ง (งานมัสยิด)(วันอีดเล็ก_อีดใหญ่)
แต่มันไม่ได้หนักอะไรใคร... พระเจ้ามีจริง ... เดี๋ยวพระองค์จะทรงจัดการเอง
อิสลาม เป็น ศาสนา 2 โลก ... แต่คนส่วนใหญ่ มักสนใจแต่ โลกดุนยา ไม่ยำเกรงอัลลอฮฺ, ไม่เกรงกลัว ญะฮันนัม (ไม่เป็นไร... เป็นหน้าที่ของพระเจ้า.. เดี๋ยวพระองค์มีวิธีบริหารจัดการอยู่แล้ว)


เด็กๆ มุสลิม เรียนหนักมาก (เหมือนถูกบังคับ) เรียนสายสามัญ (กลางวัน) เสร็จ ต้องมาเรียนศาสนาต่อในยามค่ำคืน (ถึง 2 ทุ่ม, 2 ทุ่มกว่า) น่าสงสารเด็กๆ มาก ... แถม เสาร์-อาทิตย์ ยังมีเรียนศาสนา ตั้งแต่เช้า ถึง ละหมาดอัสรี 
พอพ้นวัยเด็ก.. เข้าสู่วัยรุ่น จะไม่ค่อยเห็นกลุ่มวัยรุ่น มามัสยิดกันเอง (น่าจะมีเหตุมาจาก ช่วงวัยเด็ก โดนบ่มมาเยอะ...Over Load พอมาวัยรุ่น จึงเอียนมัสยิดไปเลย)


คณะเก่า, คณะใหม่ 2 มาตรฐาน มีให้เห็นทุกวัน 
ทั้งละหมาดปกติ (ฟัรดู) คณะเก่า จะมี Suffix (ต่อท้าย) ... ซอลลัลลอฮฺ....
ละหมาดตะลอเวี๊ยะ+วีเตร (เดือน รอมฎอน) ก็มี 2 มาตรฐาน 
20+3 = คณะเก่า
8+3 = คณะใหม


ดูดวงก่อนเปลี่ยนเดิอน ก็มี 2 มาตรฐาน สำนักจุฬาฯ ประกาศว่า วันที่ 1 รอมฎอน ฮ.ศ.1437 = วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2559 พอวันจันทร์ที่ 6 ไปมัสยิด... ที่มัสยิดมีเลี้ยงละศีลอดกันแล้ว คือ วันที่ 1 รอมฎอน = วันจันทร์ที่ 6 มิ.ย.59
***แบบนี้จะมีสำนักจุฬาฯ เพื่ออะไร ?


ยังมี "ชีอะ" อีก.. บอกว่ากลุ่มเป็นภัย แล้วไม่มีองค์กรกลางใดที่จะควบคุมได้เลยหรือ ? ไม่เข้าใจจริงๆ ไม่เคยเข้าไปสัมผัส จึงไม่มีข้อมูล


และ ยังมี 2 กลุ่มใหญ่ คือ ซุนนะ กับ ดะวะตั๊บลีก (ต่างฝ่ายต่างคิดว่ากลุ่มของตน เป็น 1 เดียวจาก 70 จำพวก) คนใหม่อย่างผมสับสนมากๆ พยายามคิดว่าทุกกลุ่มดีหมด


 ละหมาด วันศุกร์ จะมีมุสลิม หน้าใหม่ (ไม่เคยเห็น) จำนวนมาก (มากจนแน่นมัสยิด) ไม่รู้มาจากไหน 
บางครั้ง ละหมาด ชุบฮี,  ดุฮรี, อัสรี ไม่มีคนไปละหมาดเลย... แม้แต่คนเดียว ????พระองค์อัลลอฮฺ ทรงเห็นทุกเหตุการณ์, ทรงทราบตั้งแต่เหตุการณ์ยังไม่เกิด
นี่ยังไม่รวมถึงความรุนแรงของ 3 จังหวัด (ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) ประเทศ ซีเรีย, อีรัก, อัฟกานิสถาน,  ปาเลสไตน์ ทำไมโลกมุสลิม ถึงวุ่นวาย, สับสน ขนาดนี้ ?


พยายามมองโลกในแง่ดี.. ด้านมืด, ด้านลบ อย่าไปดู, อย่าไปใส่ใจ
โลกนี้มีแค่ 2 อย่าง1.คุมได้ (คือ ตัวเรา)2.คุมไมได้ (คือ คนอื่น)
บางครั้งตัวเราเอง เรายังคุมตัวเองไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรจะไปคุมคนอื่น


ภรรยาผม.. เคยบอกว่า มุสลิมชายขี้เกียจ, (สกปรก, น่ารังเกียจ, น่ากลัว.. ผมคิดต่อเอง) ใช้แต่มุสลิมหญิงทำงานๆๆๆ ... แต่ผมคิดว่า ทุกเชื้อชาติ, ทุกศาสนา มีทั้งคนดี และ คนไม่ดี ... เราควรใช้สติปัญญาพิจารณาบ้าง (อัลกุรอ่าน) ที่สำคัญที่สุด คือ "เราคิดดี, ทำดี เพื่อเป็นการสรรเสริญ พระเจ้า มากพอหรือยัง ?"