นิติศาสตร์อิสลาม ( ฟิกฮฺ ) เรื่องถือศีลอด
  จำนวนคนเข้าชม  1578

 

 



นิติศาสตร์อิสลาม ( ฟิกฮฺ )  เรื่องการถือศีลอด

رسالة في الفقه الميسر

>ไทย – Thai - التايلاندية<

ศอลิหฺ บิน ฆอนิม อัส-สัดลาน

صالح  بن  غانم  السدلان

 

ผู้แปล: อารีฝีนยาชะรัด, ฟัยซอล  อับดุลฮาดี

ผู้ตรวจทาน:ซุฟอัม อุษมาน, ฟัยซอล  อับดุลฮาดี

 

ترجمة: عارفين  ياجاراد وفيصل  عبد الهادي

مراجعة:صافي عثمان وفيصلعبد الهادي

ที่มา  islamhouse.com

 

การถือศีลอด

الصيام 

 

นิยามและประวัติการบัญญัติการถือศีลอด 

          1. นิยามการถือศีลอด

            ทางภาษา คือการระงับ

            ทางวิชาการ การตั้งเจตนาเพื่ออิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺโดยการละเว้นจากการกิน ดื่ม มีเพศสัมพันธ์ และทุกสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเสีย นับตั้งแต่แสงอรุณขึ้นกระทั่งดวงอาทิตย์ตก

 

            2. ประวัติการบัญญัติการถือศีลอด

            อัลลอฮฺได้บัญญัติการถือศีลอดดังที่พระองค์ได้บัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้านี้

            พระองค์ตรัสว่า

﴿يَٰٓأَيُّهَاٱلَّذِينَءَامَنُواْكُتِبَعَلَيۡكُمُٱلصِّيَامُكَمَاكُتِبَعَلَىٱلَّذِينَمِنقَبۡلِكُمۡلَعَلَّكُمۡتَتَّقُونَ١٨٣﴾ [البقرة: ١٨٣] 

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้าดังที่ได้ถูกบัญญัติแก่ประชาชาติก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เพื่อพวกเจ้าจะได้ยำเกรง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ183)

 

การบัญญัติการถือศีลอดเกิดขึ้นในเดือนชะอฺบาน ปีที่สองหลังจากฮิจญ์เราะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 

 

ประโยชน์ของการถือศีลอด 

          การถือศีลอดศีลอดมีประโยชน์ทั้งในด้านจิตใจ สังคม และสุขภาพ

            ประโยชน์ในด้านจิตใจคือ เป็นการฝึกให้ผู้ถือศีลอดคุ้นชินกับความอดทนและยับยั้งชั่งใจ อีกทั้ง ยังเป็นการเพิ่มความยำเกรงในกับตัวของเขาด้วย

            ประโยชน์ในด้านสังคมคือ เป็นการฝึกประชาชาติมุสลิมให้มีระบบระเบียบและร่วมเป็นหนึ่ง รักความเสมอภาคและยุติธรรม มีความเมตตาและจริยธรรมที่ดี ซึ่งทั้งหมด เป็นช่องทางป้องกันสังคมจากความชั่วต่าง ๆ ได้

            ส่วนประโยชน์ในด้านสุขภาพคือ เป็นการช่วยชะล้างกระเพาะให้มีประสิทธิภาพในการทำงานดียิ่งขึ้น ชำระล้างร่างกายจากสิ่งปฏิกูล และช่วยลดไขมันและพุง

 

การกำหนดเดือนเราะมะฎอน 

          การกำหนดเดือนเราะมะฎอนมีสองวิธี คือ

            1. นับเดือนชะอฺบานให้ครบจำนวนสามสิบวัน กล่าวคือ หากเดือนชะอฺบานมีจำนวนสามสิบวัน วันที่สามสิบเอ็ดก็คือวันที่หนึ่งของเดือนเราะมะฎอน

            2. การเห็นเดือน  เมื่อมีการเห็นเดือนของเราะมะฎอนในคืนที่สามสิบของเดือนชะอฺบานแล้ว จำเป็นที่ต้องถือศีลอด ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า 

﴿فَمَنشَهِدَمِنكُمُٱلشَّهۡرَفَلۡيَصُمۡهُۖ﴾ [البقرة : 185]

“ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอด” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 185)

 

และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 

«إِذَا رَأَيْتُم الهِلالَ فَصُومُوا وَإِذَا رَأَيْتُمُوه فَأفْطِرُوا فَإِن غُمَّ عَلَيْكُم فَأَكْمِلُوا العدَّةَ ثَلَاثين يَومًا»

“เมื่อพวกท่านเห็นเดือน (เราะมะฎอน) ก็จงถือศีลอด และเมื่อพวกท่านเห็นมันอีก (เดือนเชาวาล) พวกท่านก็จงละศีลอด หากมีเมฆปกคลุม (จนไม่อาจเห็นเดือน) พวกท่านก็จงทำให้เดือนนั้นมีจำนวนสามสิบวันเต็ม”(บันทึกโดยมุสลิม)

            เมื่อมีการเห็นเดือนในประเทศหนึ่ง จำเป็นสำหรับประชาชนในประเทศนั้นต้องถือศีลอด กล่าวคือ ในแต่ละพื้นที่มีมัฏละอฺ (เวลาการขึ้นและตกของเดือน) ต่างกัน มัฏละอฺของทวีปเอเชียไม่ใช่มัฏละอฺเดียวกันกับทวีปยุโรป มัฏละอฺของทวีปแอฟริกาไม่ใช่มัฏละอฺเดียวกันกับทวีฟอเมริกา เป็นต้น ดังนั้น ในแต่ละพื้นที่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับพวกเขา แต่ถ้าหากมุสลิมทั่วโลกถือศีลอดพร้อมเพรียงกันโดยยึดการดูเดือนเพียงแห่งเดียวก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และคือสัญลักษณ์ของความรวมใจเป็นหนึ่งและภราดรภาพ

            สำหรับการดูเดือนของเราะมะฎอน พยานเพียงคนเดียวหรือสองคนก็เป็นที่พอเพียงแล้ว ทั้งนี้ เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อนุญาตให้มีพยานเพียงคนเดียวในการกำหนดเดือนเราะมะฎอน (บันทึกโดยมุสลิม) ส่วนการกำหนดเดือนเชาวาลนั้นจำเป็นต้องมีพยานสองคน เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่อนุญาตให้มีออกจากการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนเพื่อจะเข้าเดือนเชาวาลนอกจากต้องมีพยานสองคน (บันทึกโดยมุสลิม)

 

วาญิบต้องถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน 

          การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนเป็นวาญิบ ดังที่มีหลักฐานจากอัลกุรอาน หะดีษ และอิจญ์มาอฺของประชาชาติ และเป็นหนึ่งในหลักการของศาสนาอิสลาม

            อัลลอฮฺตรัสว่า 

﴿شَهۡرُرَمَضَانَٱلَّذِيٓأُنزِلَفِيهِٱلۡقُرۡءَانُهُدٗىلِّلنَّاسِوَبَيِّنَٰتٖمِّنَٱلۡهُدَىٰوَٱلۡفُرۡقَانِۚفَمَنشَهِدَمِنكُمُٱلشَّهۡرَفَلۡيَصُمۡهُۖ﴾ [البقرة : 185]

“เดือนเราะมะฎอน เป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในเดือนนั้น เพื่อเป็นทางนำแก่มนุษยชาติ และหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอด”(อัล-บะเกาะเราะฮฺ185)

 

            และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 

«بُنِيَ الإِسْلامُ عَلَى خَمْسٍ: شَهَادَة أَنْ لَا إِله إِلّا اللَّه وَأَنْ مُحَمّدًا رَسُوْلُ اللّهِ، وإِقَامِ الصَّلاة، وَإِيْتَاءِ الزَّكَاة»

“อิสลามถูกวางอยู่บนโครงสร้าง 5 ประการ หนึ่ง การปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพภักดีโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ สอง ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และสาม จ่ายซะกาต”(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ 8, มุสลิม 16,  อัตติรมิซีย์2609)

 

องค์ประกอบ (รุก่น) ของการถือศีลอด 

        1. ตั้งเจตนาถือศีลอด เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺและสร้างความใกล้ชิดกับพระองค์

            ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 

«إنَّمَا الأَعْمَال بَالنِّيات»

“แท้จริง การงานทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา” (มุตตะฟะกุนอะลัยฮฺ)

            2. ละเว้นจากสิ่งที่ทำให้เสียการถือศีลอด เช่น การกิน ดื่ม และมีเพศสัมพันธ์

            3. เวลา กล่าวคือ ถือศีลอดในช่วงเวลากลางวัน ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นกระทั่งดวงอาทิตย์ตก 

 

เงื่อนไขที่วาญิบต้องถือศีลอด 

          1. เป็นมุสลิม

            2. บรรลุศาสนะภาวะ

            3. มีสติสัมปะชัญญะ

            4. มีความสามารถ 

        ส่วนสตรีนั้น การถือศีลอดของนางจะถือว่าใช้ได้โดยต้องไม่มีรอบเดือนและเลือดนิฟาส

 

เงื่อนไขที่จะถือว่าการถือศีลอดใช้ได้ 

            1. เป็นมุสลิม

            2. ตั้งเจตนาในตอนกลางคืน

            3. มีสติสัมปะชัญญะ

            4. รู้เดียงสา

            5. ไม่มีรอบเดือน

            6. ไม่มีเลือดนิฟาส

 

สิ่งที่เป็นสุนัตขณะถือศีลอด 

            1. รีบเร่งในการละศีลอด นั่นคือการละศีลอดโดยทันทีหลังจากดวงอาทิตย์ตก

            2. ละศีลอดด้วยผลอินทผลัมสดหรือแห้งหรือละด้วยน้ำเปล่า ที่ประเสริฐที่สุดคือ การละศีลอดด้วยผลอินทผลัมสด หลังจากนั้นคือผลอิทผลัมแห้ง และหลังจากนั้นคือด้วยน้ำเปล่า และส่งเสริมให้ละโดยรับประทานในจำนวนคี่ คือ สาม ห้า หรือเจ็ดผล

          3. กล่าวดุอาอ์ละศีลอด ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะกล่าวขณะละศีลอดว่า

«اللهم لَكَ صُمْنَا وَعَلى رِزْقِكَ أَفْطَرْنَا، فَتَقَبَّل منَّا إنَّكَ أَنْتَ السَّمِيعُ العَلِيْمُ»

“ข้าแด่อัลลอฮฺ พวกเราได้ถือศีลอดเพื่อพระองค์ และเราก็ได้ละศีลอดด้วยริซกีของพระองค์ ฉะนั้น ได้โปรดทรงตอบรับการถือศีลอดของพวกเรา แท้จริง พระองค์ทรงเป็นผู้ได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้”(บันทึกโดยอบูดาวูด2358)

          4. รับประทานสะหูรฺ คือการกินหรือดื่มในช่วงท้ายของเวลากลางคืนโดยมีเจตนาเพื่อถือศีลอด

            5. ให้ล่าช้าในการรับประทานสะหูรฺกระทั่งช่วงท้ายของกลางคืน

 

การกระทำที่น่ารังเกียจในขณะถือศีลอด 

          คือการกระทำสิ่งที่อาจทำให้การถือศีลอดเสีย ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นโดยตัวของมันเองไม่ได้ทำให้การถือศีลอดเสีย นั่นคือ

            1. บ้วนปากหรือสูดนำเข้าจมูกอย่างแรงจนเกินไป

            2. การจูบที่อาจส่งผลให้เกิดอารมณ์และเสียศีลอด โดยการมีมะซีย์เคลื่อนออกหรืออาจมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ

            3. การเพ่งมองภรรยาด้วยอารมณ์ใคร่

            4. คิดเรื่องการมีเพศสัมพันธ์

            5. จับมือหรือสัมผัสร่างกายของสตรี 

 

ข้อผ่อนปรนในการละศีลอด 

          1. ผู้หญิงมีรอบเดือนและนิฟาสจำเป็นต้องละศีลอด

            2. ผู้ที่จำเป็นต้องบริโภคอาหารเพื่อช่วยเหลือชีวิตคนอื่น เช่น คนจมน้ำ เป็นต้น

            3. อนุญาตให้ผู้เดินทางละหมาดย่อและละศีลอดได้

            4. ผู้ป่วยที่เกรงว่าจะเกิดอันตราย

            5. ผู้ที่เริ่มออกเดินทางในเวลากลางวันของเดือนเราะมะฎอน ทางที่ดีแล้วเขาไม่ควรละศีลอด ทั้งนี้เพื่อเป็นการเลี่ยงจากพิสัยของการคิลาฟ

            6. สตรีตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรที่เกรงว่าหากถือศีลอดแล้วจะเกิดอันตรายต่อตัวนางและทารกหรือต่อทารกเพียงฝ่ายเดียวซึ่งหากเกรงว่าจะเกิดอันตรายเฉพาะกับทารก ผู้เป็นวะลียฺของทารกจำเป็นต้องให้อาหารแก่คนยากจนเท่ากับวันที่ขาดศีลอด แต่ในทั้งสองกรณี นางจำเป็นต้องถือศีลอดชด 

 

สิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเสียมีดังนี้ 

          1. เป็นมุรตัด

            2. เสียชีวิต 

          3. ตั้งใจละศีลอด

            4. ไม่แน่ใจในการจะถือศีลอดต่อ

            5. อาเจียนโดยเจตนา

            6. ใช้ยาสวนทวารและฉีดยาบำรุง

            7. มีรอบเดือนหรือเลือดนิฟาส

            8. กลืนเสมหะที่ออกมาถึงปาก

            9. กรอกเลือด ทั้งผู้ถูกกรอกและผู้ทำการกรอก

            10. มีอสุจิเคลื่อนออก โดยเกิดจากการตั้งใจเพ่งมอง

            11. มีอสุจิหรือมะซีย์ออก โดยเกิดจากการสัมผัส ช่วยตัวเอง หรือเล้าโลม

            12. มีวัตถุตกถึงลำคอหรือซึมเข้าถึงสมอง ไม่ว่าจะเป็นของเหลวหรือของแข็ง 

 

หมายเหตุ 

          1. ผู้ที่เจตนามีเพศสัมพันธ์ในเดือนเราะมะฎอนไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์กันด้านหน้าหรือด้านหลัง จำเป็นต้องถือศีลอดชดพร้อมกับจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ ส่วนผู้ที่ไม่มีเจตนา (ลืม) ไม่ต้องถือศีลอดชดและจ่ายกัฟฟาเราะฮฺแต่ประการใด

            2. สตรีที่ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ในเดือนเราะมะฎอน หรือไม่รู้บทบัญญัติ หรือลืม การถือศีลอดของนางใช้ได้ ในกรณีที่ถูกบังคับนางจำเป็นต้องถือศีลอดชดอย่างเดียว แต่ถ้าหากนางเจตนายินยอม ก็จำเป็นต้องถือศีลอดชดพร้อมกับจ่ายกัฟฟาเราะฮฺด้วย

            3. กัฟฟาเราะฮฺคือ การปล่อยทาสหนึ่งคนให้เป็นอิสระ หากไม่มีความสามารถ ให้ถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน หากไม่มีความสามารถ ให้จ่ายอาหารแก่ยากจนจำนวน 60 คน และหากไม่มีความสามารถอีก ก็ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ 

          4. ผู้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาโดยทางอื่นที่ไม่ใช่ทางอวัยวะเพศ จำเป็นต้องถือศีลอดชดและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ

            5. ส่งเสริมให้รีบเร่งในการถือศีลอดชดและถือติดต่อกัน หากประวิงเวลาจนเลยเดือนเราะมะฏอนโดยใช่เหตุ จำเป็นต้องให้อาหารแก่คนยากจนต่อหนึ่งวันที่ขาดศีลอดพร้อมกับการถือศีลอดใช้

            6. ผู้เสียชีวิตโดยยังไม่ได้ถือศีลอดที่ได้บนบานไว้หรือถือศีลอดในช่วงหัจญ์ ให้ผู้เป็นวะลียฺถือศีลอดแทน 

 

 

 

การถือศีลอดที่เป็นสุนัต มักรูฮฺ (น่ารังเกียจ) และหะรอม (ต้องห้าม) 

การถือศีลอดที่สุนัต 

          ส่งเสริมให้ถือศีลอดในวันต่อไปนี้

-          วันอะเราะฟะฮฺ (วันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ) นอกจากผู้ประกอบพิธีหัจญ์

-          วันที่ 9, 10, 11 ของเดือนมุหัรร็อม

-          หกวันในเดือนเชาวาล

-          สิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ

-          การถือศีลอดในเดือนมุหัรร็อม

-          บรรดาวันสีขาว (วันที่ 13-15) ของทุกเดือน

-          วันจันทร์และวันพฤหัสบดี

-          ถือศีลอดวันเว้นวัน

-          การถือศีลอดของคนโสดที่ไม่มีความสามารถจะแต่งงาน

 

การถือศีลอดที่มักรูฮฺ (น่ารังเกียจ) 

-          การถือศีลอดของผู้ประกอบพิธีหัจญ์ในวันอะเราะฮฺ

-          การถือศีลอดเฉพาะวันศุกร์วันเดียวเป็นเอกเทศ

-         การถือศีลอดวันสุดท้ายของเดือนชะอฺบาน

ข้างต้น คือการถือศีลอดที่เป็นมักรูฮฺในเชิงน่ารังเกียจ ส่วนการถือศีลอดที่เป็นมักรูฮฺเชิงต้องห้ามคือ

-          การถือศีลอดสองวันติดต่อกันหรือมากกว่าโดยไม่ได้ละศีลอด

-          ถือศีลอดในวันสงสัย (30 ชะอฺบาน)

-          ถือศีลอดตลอดทั้งปี

-          การถือศีลอดสุนัตของสตรีที่ไม่ได้รับอนุญาตจากสามีของนาง ในขณะที่สามีนั้นอยู่กับนาง

 

การถือศีลอดที่ต้องห้ามคือการถือศีลอดในวันต่อไปนี้

            1. ถือศีลอดในวันอีดทั้งสอง

            2. ถือศีลอดในวันตัชรีก (11-13 ซุลหิจญะฮฺ) นอกจากผู้ประกอบพิธีหัจญ์ประเภทตะมัตตุอฺและไม่มีความสามารถในการครอบครองสัตว์เพื่อทำฟิดยะฮฺ

            3. วันที่มีรอบเดือนหรือเลือดนิฟาสสำหรับสตรี

            4. การถือศีลอดของผู้ป่วยที่คาดว่าอาจส่งผลอันตรายต่อชีวิตได้