มหัศจรรย์อัลกุรอานกับการสร้างมนุษย์
  จำนวนคนเข้าชม  899

 

 

มหัศจรรย์อัลกุรอานกับการสร้างมนุษย์

] ไทย – Thai – تايلاندي [

 

 

 

 

 

 

 

ซารีฟ บินอับดุลลาฏีฟ เจ๊ะแม 

 

 

  

ตรวจทานโดย : ทีมงานภาษาไทยเว็บอิสลามเฮ้าส์ 

 ที่มา : islamhouse.com

 

 

 

 

2012 - 1433


 

الإعجاز القرآني في خلق الإنسان

« باللغة التايلاندية »

 

 

 

 

 

 

شريف بن عبداللطيف

 

 

 

مراجعة: فريق اللغة التايلاندية بموقع دار الإسلام

 المصدر: islamhouse.com

 

 

 

2012 - 1433

 


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ 

มหัศจรรย์อัลกุรอานกับการสร้างมนุษย์ 

 

บทนำ 

คัมภีร์อัลกุรอานเป็นวจนะของเอกองค์อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ซึ่งพระองค์ทรงเปิดเผยต่อศาสนทูตมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยผ่านทางมลาอีกะฮฺ (เทวทูต) ญิบรีล (Gabriel) กว่า 14 ศตวรรษมาแล้วที่เอกองค์อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ประทานคัมภีร์อัลกุรอาน ลงมายังมนุษย์เพื่อให้เป็นคัมภีร์แห่งทางนำ พระองค์ทรงเรียกร้องให้มนุษย์รับการชี้นำสู่สัจธรรมด้วยการยึดมั่นต่อคัมภีร์อัลกุรอาน นับตั้งแต่วาระแรกแห่งการประกาศโองการจวบจนกระทั่งถึงวันแห่งการตัดสิน คัมภีร์อัลกุรอานจะยังคงเป็นทางนำหนทางเดียวสำหรับมวลมนุษยชาติ

อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿ سَنُرِيهِمۡ ءَايَٰتِنَا فِي ٱلۡأٓفَاقِ وَفِيٓ أَنفُسِهِمۡ حَتَّىٰ يَتَبَيَّنَ لَهُمۡ أَنَّهُ ٱلۡحَقُّۗ أَوَ لَمۡ يَكۡفِ بِرَبِّكَ أَنَّهُۥ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ شَهِيدٌ ٥٣ ﴾ [فصلت: ٥٣] 

ความว่า “เราจะให้พวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลายของเราในขอบเขตอันไกลโพ้น และในตัวของพวกเขาเอง จนกระทั่งจะเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาว่า อัลกุรอานนั้นเป็นความจริง ยังไม่พอเพียงอีกหรือที่พระเจ้าของเจ้านั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์ฟุศศิลัต : อายะฮ์ที่ 53)

คัมภีร์อัลกุรอานที่นำมาเปิดเผยเมื่อ 14 ศตวรรษที่ผ่านมาได้แจ้งถึงเหตุการณ์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ต่างๆ เอาไว้อย่างมากมาย รวมทั้งความจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์เราเพิ่งค้นพบหรือได้รับการพิสูจน์จากนักวิทยาศาสตร์และด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคศตวรรษที่ 20 นั้น มีกล่าวอ้างอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอานเมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าคัมภีร์อัลกุรอาน คือคัมภีร์ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานลงมาโดยแท้ แน่นอนคัมภีร์อัลกุรอานไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์ แต่คัมภีร์อัลกุรอานก็ได้ระบุถึงข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบด้วยเทคโนโลยีในยุคศตวรรษที่ 20 เอาไว้อย่างลึกซึ้งและรัดกุม

ชีววิทยา (Biology) ถือเป็นแขนงวิชาหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ ที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต เรื่องราวต่างๆ ทางชีววิทยามีการกล่าวเอาไว้อย่างมากมายในคัมภีร์อัลกุรอานเมื่อ 1,400 ปีมาแล้ว ซึ่งมนุษย์เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ เช่น วิวัฒนาการของมนุษย์ การกำเนิดมนุษย์ การพัฒนาตัวอ่อนของมนุษย์ และการสร้างสรรค์เป็นคู่ เป็นต้น ทีนี้เรามาลองดูตัวอย่างปรากฏการณ์ต่างๆ ทางชีววิทยาที่มีการกล่าวเอาไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน

 

ความขัดแย้งของทฤษฏีวิวัฒนาการ  

- การกำเนิดชีวิต 

นับตั้งแต่ที่ทฤษฏีวิวัฒนาการของชาลส์ ดาร์วิน ได้ถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีนี้กลายเป็นประเด็นหลักในโลกวิทยาศาสตร์ก็คือตำราของ ชาลส์ ดาร์วิน ที่เขียนถึงเรื่อง “จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต” (The Original of Species) ในหนังสือเล่มนี้ ชาลส์ ดาร์วิน ได้ปฏิเสธว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ ในโลกมิได้เกิดจากการสร้างสรรค์โดยเอกเทศของพระเจ้า เขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน แต่วิวัฒนาการไปตามกาลเวลาจนมีลักษณะที่ต่างกัน

ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วิน เป็นแนวความคิดวัตถุนิยมที่ยึดถือเป็นพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ในการอธิบายหลักการของตน ทฤษฎีนี้อ้างว่าสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตอย่างบังเอิญ แต่ข้ออ้างนั้นก็ตกไปอย่างสิ้นเชิงโดยข้อเท็จจริงที่หนักแน่นกว่าคือจักรวาลถูกสร้างสรรค์โดยพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าทรงสร้างสรรค์จักรวาล และทรงออกแบบแม้รายละเอียดที่เล็กที่สุด ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ทฤษฎีวิวัฒนาการจะอธิบายว่า       การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตไม่ได้มาจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าแต่เกิดขึ้นจากเหตุบังเอิญ

ทฤษฎีของชาลส์ ดาร์วิน ไม่ได้มีพื้นฐานที่เป็นรูปธรรมทางวิทยาศาสตร์ และเขาก็ยอมรับว่ายังคงเป็นแค่เพียง “สมมติฐาน” ยิ่งไปกว่านั้น ตัวดาร์วินเอง ได้สารภาพไว้ในตำราของเขาในบทที่ชื่อ “ความยากลำบากแห่งทฤษฎี” ว่าทฤษฎีของเขาไม่สามารถตอบคำถามสำคัญๆ ได้

   ดาร์วิน ฝากความหวังของเขาทั้งหมดไว้กับการค้นพบของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเขาคาดว่าจะเป็นผู้เฉลย “ความยากลำบากแห่งทฤษฎี” แต่ทว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ขยายมิติต่างๆ ได้กลับกลายเป็นข้อโต้แย้งสำหรับดาร์วินไป

ข้อบกพร่องของดาร์วินในทางวิทยาศาสตร์ อาจจำแนกได้เป็น 3 ประเด็นดังนี้

  1. ทฤษฎีนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่า ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร
  2. ไม่มีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถแสดงให้เห็นว่า “กลไกแห่งการวิวัฒนาการ” ที่เสนอโดยทฤษฎีนี้จะเป็นไปได้
  3. การพิสูจน์ซากฟอสซิลพบข้อเท็จจริงที่แย้งกับทฤษฎีวิวัฒนาการ

ประเด็นสำคัญที่แย้งทฤษฎีของดาร์วินคือดาร์วินได้อิงทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาเข้ากับกลไก “การเลือกสรรของธรรมชาติ (Natural Selection)” ดังปรากฏเป็นชื่อในหนังสือของเขาว่า “จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต, โดยวิธีการเลือกสรรของธรรมชาติ” ตามแนวคิดเรื่องการเลือกสรรของธรรมชาตินั้น สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและเหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมของธรรมชาติจึงจะสามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในภาวะการต่อสู้แย่งชิง

การค้นพบของเกรเกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel) ที่ได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งวิชาพันธุศาสตร์ เกี่ยวกับกฎการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้รับการพิสูจน์โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมในศตวรรรษที่ 20 ได้ลบล้างตำนานความเชื่อนี้ไปโดยสิ้นเชิง การเลือกสรรของธรรมชาติจึงไม่อาจเป็นกระบวนการของทฤษฎีวิวัฒนาการได้ ดังนั้นกลไกการเลือกสรรของธรรมชาติ จึงไม่มีพลังใดๆ ที่สามารถทำให้เกิดวิวัฒนาการได้ ดาร์วินเองก็ตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้เป็นอย่างดีดังได้กล่าวไว้ในหนังสือ จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต ของเขาว่า: “การเลือกสรรของธรรมชาติจะไม่มีผลใดๆ จนกว่าลักษณะความผันแปรที่เหมาะสมจะบังเอิญเกิดขึ้น”

               จากหลายๆ การพิสูจน์จากนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามจะหาข้อสรุปของทฤษฏีวิวัฒนาการ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปใดที่มีความชัดเจนหรือบ่งบอกถึงความถูกต้องของทฤษฏีวิวัฒนาการได้ ซึ่งความเห็นโดยส่วนใหญ่มีความคิดเห็นว่า ทฤษฏีวิวัฒนาการนั้นยังมีข้อบกพร่องและไม่ถูกต้อง ดังเช่นคำพูดของนักชีววิทยาหลายๆ ท่าน ที่ได้ทำการพิสูจน์ในเรื่องวิวัฒนาการ

               อเล็กซานเดอร์ โอพาริน (Alexander Oparin) นักชีววิทยาผู้มีชื่อเสียงชาวรัสเซีย ผู้ที่เริ่มต้นศึกษาเรื่องกำเนิดชีวิตตามทฤษฎีวิวัฒนาการ เขาได้พยายามที่จะพิสูจน์ว่าเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเองได้ แต่ทว่าการศึกษาของเขาก็ดูเหมือนจะล้มเหลว โดยที่โอพารินจำต้องกล่าวสารภาพว่า “น่าเสียดายที่ต้นกำเนิดของเซลล์นั้น ดูเหมือนจะยังคงเป็นคำถามที่เป็นส่วนที่มืดมนที่สุดจริงๆ ในทฤษฎีวิวัฒนาการ”

               ดีเรค วี เอเกอร์ (Derek V. Ager) นักชีววิทยาชาวอังกฤษ เป็นนักวิวัฒนาการคนหนึ่ง เขากล่าวว่า “สิ่งที่ประจักษ์ก็คือ เมื่อเราตรวจสอบซากฟอสซิลโดยละเอียดไม่ว่าจะในระดับชั้นหรือชนิด เราจะพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่ได้มีวิวัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งพร้อมกับการสิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตอีกกลุ่มหนึ่ง”

ดักลาส ฟูตูยาม่า (Douglas J. Futuyma) นักชีววิทยาด้านการวิวัฒนาการ ยอมรับความจริงข้อนี้ว่า “ข้อโต้แย้งระหว่างการกำเนิดกับการวิวัฒนาการนั้นพูดกันมามากแล้วในการอธิบายการกำเนิดสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่อุบัติขึ้นในโลกมีพัฒนาการที่สมบูรณ์แบบหรือยังบกพร่องอยู่ หากยังบกพร่องอยู่ก็จะต้องมีกระบวนการพัฒนาจากรุ่นก่อนโดยกระบวนการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่หากสมบูรณ์แบบแล้วก็แสดงถึงว่า การกำเนิดดังกล่าวต้องมีผู้สร้างที่ทรงอำนาจอย่างแน่นอน”

 

- วิวัฒนาการของมนุษย์ 

ประเด็นที่หยิบยกมากล่าวอ้างกันมากที่สุดตามทฤษฎีวิวัฒนาการคือ เรื่องการกำเนิดมนุษย์ นักทฤษฎี  ดาร์วิน อ้างว่า มนุษย์ในปัจจุบันนี้มีกำเนิดมาจากสัตว์คล้ายลิงตามกระบวนการวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นเมื่อ 4-5 ล้านปีมาแล้ว และจากบรรพบุรุษของมนุษย์มาถึงมนุษย์ปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณะบางอย่าง

เรื่องของการวิวัฒนาการของมนุษย์ ซึ่งปรากฏเป็นภาพ “ครึ่งคนครึ่งลิง” ตามสื่อและตำราเรียนนั้นอันที่จริงก็คือเรื่องราวโฆษณาชวนเชื่อโดยไร้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง ไม่มีหลักฐานฟอสซิลชิ้นใดๆ ที่จะสามารถสนับสนุนเรื่องการวิวัฒนาการของมนุษย์ได้ ในทางตรงกันข้าม ซากฟอสซิล กลับแสดงให้เห็นว่า ระหว่างลิงกับมนุษย์มีสิ่งขวางกั้นที่ไม่สามารถฝ่าข้ามถึงกัน

ลอร์ด ซอลลี่ ซักเคอร์แมน (Solly Zuckerman) หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นนักวิวัฒนาการที่มีชื่อเสียงชาวอังกฤษ ได้ทำการวิจัยเรื่องนี้เป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะได้ศึกษาซากฟอสซิลออสเตรโลพิเทคัสเป็นเวลาถึง 15 ปี ข้อสรุปของเขาเองก็คือ “ไม่มีสาขาของการวิวัฒนาการของมนุษย์มาจากลิงแต่อย่างใด”

จากข้อมูลที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนี้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับ แนวความคิดเรื่องการกำเนิดชีวิต นอกจากนี้ ลำดับขั้นตอนของวิวัฒนาการดูไม่น่าเชื่อถือ ซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนของวิวัฒนาการตามที่ทฤษฎีอ้างถึงก็ไม่เคยมีจริง ดังนั้น แน่นอนว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนี้ควรจะถูกลบล้างเนื่องจากไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ

อาจจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นความเชื่อที่จำเป็นสำหรับคนบางกลุ่มที่เชื่อมั่นในแนวความคิดวัตถุนิยมและทฤษฎีดาร์วินอย่างไม่ลืมหูลืมตา เนื่องจากแนวความคิดวัตถุนิยมเป็นสิ่งเดียวที่สามารถนำมาใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามกลไกของธรรมชาติได้ และผู้ที่นิยมทฤษฎีดาร์วินกลับยังคงยึดมั่นในความเชื่อนี้เพียงเพราะว่า “ไม่อาจเชื่อในพลังอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆ ทั้งสิ้น”

ใครก็ตามที่พิจารณาต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตโดยไม่ลำเอียงไปในทางวัตถุนิยมย่อมจะมองเห็นสัจธรรมต่อไปนี้ได้ชัดเจน กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตและทุกสรรพสิ่งทั้งมวลล้วนเป็นสิ่งสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ และผู้ทรงรอบรู้ คือพระองค์อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ผู้ทรงสร้างจักรวาลและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลจากความว่างเปล่าให้เป็นรูปแบบที่งดงามสมบูรณ์ที่สุด

 

การกำเนิดของมนุษย์ 

ในคัมภีร์อัลกุรอานพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ ในการกำเนิดมนุษย์ไว้ว่า

﴿ وَلَقَدۡ خَلَقۡنَا ٱلۡإِنسَٰنَ مِن سُلَٰلَةٖ مِّن طِينٖ ١٢ ثُمَّ جَعَلۡنَٰهُ نُطۡفَةٗ فِي قَرَارٖ مَّكِينٖ ١٣ ثُمَّ خَلَقۡنَا ٱلنُّطۡفَةَ عَلَقَةٗ فَخَلَقۡنَا ٱلۡعَلَقَةَ مُضۡغَةٗ فَخَلَقۡنَا ٱلۡمُضۡغَةَ عِظَٰمٗا فَكَسَوۡنَا ٱلۡعِظَٰمَ لَحۡمٗا ثُمَّ أَنشَأۡنَٰهُ خَلۡقًا ءَاخَرَۚ فَتَبَارَكَ ٱللَّهُ أَحۡسَنُ ٱلۡخَٰلِقِينَ ١٤ ﴾ [المؤمنون: ١٢-١٤] 

ความว่า “และขอสาบานว่า แน่นอนเราได้สร้างมนุษย์มาจากธาตุแท้ของดิน แล้วเราทำให้เขาเป็น  เชื้ออสุจิ อยู่ในที่พักอันมั่นคง (คือมดลูก) แล้วเราได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อกลายเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮ์ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์ อัลมุมินูน : อายะฮ์ที่ 12-14)

   การสร้างมนุษย์และความมหัศจรรย์ในเรื่องนี้ได้กล่าวย้ำในอายะฮ์อื่นๆ อีกหลายอายะฮ์ด้วยกัน บางหัวข้อของเรื่องราวในอายะฮ์ดังกล่าว มีรายละเอียดมากและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครก็ตามที่มีชีวิตในช่วงเวลาเมื่อ 1,400 กว่าปีที่ผ่านมา จะมีความรู้และเข้าใจได้ บรรดาผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาที่อัลกรุอานได้ถูกประทานลงมานั้น รู้ว่าองค์ประกอบพื้นฐานของการกำเนิดของมนุษย์นั้นเกี่ยวข้องกับน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และความเป็นจริงที่ว่า ทารกจะคลอดออกมาหลังจากอยู่ในครรภ์มารดาเป็นระยะเวลาเก้าเดือนนั้น เป็นที่รู้กันอย่างชัดแจ้ง โดยไม่ต้องมีการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ แต่ทว่าเรื่องต่างๆ ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวมาในอายะฮ์ข้างต้นนั้น เป็นความรู้ซึ่งเกินกว่าที่ผู้คนในสมัยนั้นจะเข้าใจได้ และเพิ่งจะค้นพบด้วยวิชาการทางวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 นี้เอง

กระบวนการและขั้นตอนในการกำเนิดมนุษย์ มีรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนดังนี้

  1. การสร้างมนุษย์คนแรกของโลก (ศาสดาอาดัม) จากดิน
  2. การสร้างมนุษย์เพศหญิง (พระนางฮาวา) จากมนุษย์เพศชาย (ศาสดาอาดัม)
  3. การสร้างมนุษย์จากหยดน้ำอสุจิ

 

- มนุษย์คนแรกถูกสร้างมาจากดิน 

จากอายะฮ์ที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานต่อไปนี้ เป็นการให้เราได้ศึกษาไตร่ตรองและตระหนักถึงความเป็นมาของมนุษย์ เริ่มแรกนั้นมนุษย์ถูกสร้างมาอย่างไรและสร้างมาจากสิ่งใด  

มนุษย์คนแรกนั้น (ศาสดาอาดัม) ถูกสร้างมาจากดิน (طين)

อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสถึงการสร้างท่านศาสดาอาดัมและเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่า

﴿ ٱلَّذِيٓ أَحۡسَنَ كُلَّ شَيۡءٍ خَلَقَهُۥۖ وَبَدَأَ خَلۡقَ ٱلۡإِنسَٰنِ مِن طِينٖ ٧ ثُمَّ جَعَلَ نَسۡلَهُۥ مِن سُلَٰلَةٖ مِّن مَّآءٖ مَّهِينٖ ٨ ثُمَّ سَوَّىٰهُ وَنَفَخَ فِيهِ مِن رُّوحِهِۦۖ وَجَعَلَ لَكُمُ ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَٱلۡأَفۡ‍ِٔدَةَۚ قَلِيلٗا مَّا تَشۡكُرُونَ ٩ ﴾ [السجدة: ٧- ٩] 

ความว่า “พระองค์ทรงประทานความงามแก่ทุกๆ สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ และทรงเริ่มสร้างมนุษย์จากดินโคลน หลังจากนั้น ทรงสร้างเผ่าพันธุ์ของเขามาจากเชื้อจากน้ำอันไร้เกียรติ หลังจากนั้น พระองค์ทำให้เขามีรูปร่างสมบูรณ์ และเป่าลงไปในเขา จากวิญญาณของพระองค์ และพระองค์ทรงสร้างให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีจิตใจ (สติปัญญา) เป็นส่วนน้อยเหลือเกินที่พวกเจ้าจะขอบคุณ” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัสสัจญ์ดะฮฺ : อายะฮ์ที่ 7-9)

            อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَمِنۡ ءَايَٰتِهِۦٓ أَنۡ خَلَقَكُم مِّن تُرَابٖ ثُمَّ إِذَآ أَنتُم بَشَرٞ تَنتَشِرُونَ ٢٠ ﴾ [الروم: ٢٠] 

ความว่า “และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างพวกเจ้าจากดินทราย แล้วพวกเจ้าเป็นมนุษย์แพร่กระจายออกไป” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัร-รูม : อายะฮ์ที่ 20)

 

 

ภาพแสดงองค์ประกอบของดิน จะประกอบด้วย หิน อากาศ น้ำ ดินเหนียว และสารอินทรีย์ 

 

            จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ดินจะประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด และร่างกายของมนุษย์จะประกอบด้วยธาตุหลักๆ ประมาณ 23 ชนิด ซึ่งทุกธาตุที่พบในตัวมนุษย์ จะมีอยู่เป็นองค์ประกอบของดิน เช่น

            ธาตุหลัก ได้แก่ ไฮโดรเจน (H), ออกซิเจน (O) 

สองธาตุนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของน้ำ (H2O) ซึ่งน้ำจะมีอยู่ในตัวมนุษย์มากถึง 70 %  
            คาร์บอน (C), ไนโตรเจน (N) 

ซึ่งธาตุทั้งสี่นี้จะพบในสารประกอบหลักที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ เช่น น้ำตาล ( C6H12O6)  ไขมันโปรตีน  วิตามิน เป็นต้น

ธาตุรอง ได้แก่ Cl , S , P , Mu , Ca , K

            ธาตุที่เป็นของแห้ง ได้แก่ I , Mg , Co , Zn , Mo

            ธาตุหายาก ได้แก่ F , Al , B , Se , Cd

มนุษย์ที่หนัก 65 กิโลกรัม จะมีน้ำประมาณ 40 กิโลกรัม(61.6%) โปรตีน 11 กิโลกรัม(17.0%) ไขมัน 9 กิโลกรัม(13.8%) เกลือแร่ 4 กิโลกรม(6.1%) คาร์โบไฮเดรต 1 กิโลกรัม(1.5%)

จากหลักฐานดังกล่าว เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามนุษย์นั้นไม่ได้ถูกบังเกิดมาด้วยความบังเอิญ    หากเกิดจากพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา และหลายๆ อายะฮ์ที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า มนุษย์นั้น เริ่มแรกถูกสร้างมาจากดิน ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ที่ว่าธาตุหลักๆ ที่พบอยู่ในตัวของมนุษย์นั้น เป็นธาตุองค์ประกอบของดิน  

 

- มนุษย์เพศหญิงถูกสร้างมาจากเพศชาย 

มนุษย์คนแรกคืออาดัม ที่อัลลอฮฺได้สร้างมาจากดินตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น และเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ทุกคน อาดัมเป็นมนุษย์เพศชายที่เป็นเพศพ่อ ในการที่มนุษย์จะแพร่ขยายจำนวนมหาศาลจนถึงทุกวันนี้จะต้องมีทั้งเพศพ่อและเพศแม่

            มนุษย์เพศพ่อคนแรก คือ อาดัม มนุษย์เพศแม่ คือใคร และมาจากไหน อัลลอฮได้ตรัสในอัลกุรอานว่า

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ٱتَّقُواْ رَبَّكُمُ ٱلَّذِي خَلَقَكُم مِّن نَّفۡسٖ وَٰحِدَةٖ وَخَلَقَ مِنۡهَا زَوۡجَهَا وَبَثَّ مِنۡهُمَا ٗا كَثِيرٗا وَنِسَآءٗۚ ﴾ [النساء: ١] 

ความว่า “มนุษยชาติทั้งหลาย ! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้าที่ได้บังเกิดพวกเจ้ามาจากชีวิตหนึ่งและได้ทรงบังเกิดจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และได้ทรงให้แพร่สะพัดไปจากทั้งสองนั้น ซึ่งบรรดาชายและบรรดาหญิงอันมากมาย” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัน-นิซาอ์: อายะฮ์ที่ 1)

            จากอายะฮ์ดังกล่าวทำให้เข้าใจว่า แท้จริงมนุษย์มาจากชีวิตเดียวเท่านั้น คือ อาดัม และจากชีวิตของอาดัม มีการสร้างชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่งเป็นคู่ครองของอาดัม คือ ฮาวา และจากทั้งอาดัมที่เป็นชายและฮาวาที่เป็นหญิง ก็ได้แพร่ลูกหลานทั้งชายและหญิงมากมายเกินที่จะนับได้

            มีรายงานจากท่านอบี ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

عَنْ ‏ ‏أَبِي هُرَيْرَةَ ‏ ‏رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ ‏ ‏قَالَ : ‏قَالَ رَسُولُ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ‏ ‏«اسْتَوْصُوا بِالنِّسَاءِ، فَإِنَّ الْمَرْأَةَ خُلِقَتْ مِنْ ضِلَعٍ، وَإِنَّ أَعْوَجَ شَيْءٍ فِي الضِّلَعِ أَعْلَاهُ، فَإِنْ ذَهَبْتَ تُقِيمُهُ كَسَرْتَهُ، وَإِنْ تَرَكْتَهُ لَمْ يَزَلْ أَعْوَجَ، فَاسْتَوْصُوا بِالنِّسَاءِ» [البخاري برقم 3331]

ความว่า : รายงานจากอบี ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้กล่าวว่า “พวกเจ้าจงตักเตือนสตรี(ด้วยดี) แท้จริงสตรีถูกบังเกิดขึ้นจากกระดูกซี่โครง ถ้าเจ้างอซี่โครงก็จะยิ่งงอ ถ้าเจ้าทำให้มันตรงก็จะหัก ถ้าเจ้าทิ้งไว้ก็จะงอ ดังนั้นจงตักเตือนสตรี (ด้วยดี)” (รายงานโดย อัล-บุคอรีย์/3331)

มุฮำหมัด อิบนุ อิสฮาก กล่าวว่า มีรายงานจากอิบนุอับบาส ว่า ฮาวาถูกสร้างขึ้นจากซี่โครงที่สั้นที่สุดข้างซ้าย มันอ่อน และถูกทดแทนด้วยเนื้อ

            นักอรรถาธิบายบางท่านให้ความเห็นว่า ฮาวาถูกสร้างมาจากซี่โครงของอาดัม ทำให้ซี่โครงของอาดัมมีน้อยกว่าซี่โครงของฮาวา เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นจริง อิมาม ฟัครุดดีน อัร-รอซี ได้กล่าวในหนังสืออรรถาธิบายอัลกุรอาน (ตัฟซีร)  ของท่าน  (مفايتح الغيب) ว่า  “คนที่ว่าซี่โครงด้านซ้ายมีน้อยกว่าซี่โครงด้านขวาเพราะถูกเอาไป (สร้างฮาวา) เป็นสิ่งที่ผิดจากความจริงทั้งจากการสัมผัสและการศึกษาโดยการผ่าตัด”

 

ดังนั้น ซี่โครงคนเราไม่ว่าชายหรือหญิงจะมีจำนวนเท่ากัน ทั้งซ้ายและขวาก็จะเท่ากัน

            จากหลักฐานที่มาจากอัลกุรอานและหะดีษ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า

ทำไมต้องสร้างผู้หญิงจากผู้ชาย ทำไมไม่เป็นชายมาจากหญิง ?

          ทำไมต้องสร้างมาจากกระดูกซี่โครง ?

คำถามลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะหาคำตอบได้ นอกจากคำตอบนั้นมีบันทึกไว้ในอัลกุรอานหรือหะดีษของท่านนบี หรือสัญญาณบ่งบอกสู่การค้นหาคำตอบเหล่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการสมัยใหม่ หรือหลังที่ได้มีการค้นพบกล้องที่สามารถขยายอนุภาคเล็กๆ ให้มองเห็นรายละเอียดได้ ทำให้มนุษย์มีความรู้ใหม่ๆ และความรู้นั้นก็สามารถที่จะอธิบายสิ่งเร้นลับบางอย่าง ที่เกิดกับตัวมนุษย์เองได้

            สำหรับตอบคำถามแรก ทำไมต้องสร้างผู้หญิงจากผู้ชาย ทำไมไม่เป็นชายมาจากหญิง !!!?  

            เมื่อร้อยกว่าปีนักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากๆ และได้ค้นพบแถบที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์มนุษย์ จำนวน 46 แถบ เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome) 

 

            โครโมโซมมีโครงสร้างแบบง่ายๆ คือ ประกอบด้วยโมเลกุลของ DNA ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นวงกลมยืดยาวออกคล้ายเส้นใยเล็กสานกันคล้ายร่างแหอยู่ในนิวเคลียสซึ่งเรียกว่า โครมาทิน (chromatin) โครโมโซมประกอบด้วย 2 โครมาทินที่เหมือนกัน โครมาทินทั้งสองมีส่วนที่ติดกัน

 

โครโมโซมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. ออโตโซม (autosome) คือ โครโมโซมที่ควบคุมลักษณะต่างๆ ของร่างกาย มี 22 คู่ 44 แถบ

2. โครโมโซมเพศ (sex chromosome) เป็นโครโมโซมที่ทำหน้า กำหนดเพศ ได้แก่โครโมโซม X  และโครโมโซม Y ถ้าเพศหญิงจะเป็นโครโมโซมคือ XX เพศชายคือ XY โครโมโซม X จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าโครโมโซม Y มาก กล่าว คือ

เพศชาย มีออโตโซม 44 แถบ กับโครโมโซม x และโครโมโซม y คือ 22 + x กับ 22 + y 

เพศหญิง มีออโตโซม 44 แถบ กับโครโมโซม x อีกคู่หนึ่ง คือ 22 + x

 

โครโมโซมที่จัดเรียง เป็น ออโตโซม 22 คู่ และ เป็นโครโมโซมเพศ 1 คู่ (ในกรณีนี้ เป็น XY แสดงถึงเพศชาย)

 

ดังนั้น ผู้ที่สามารถให้กำเนิดเพศหญิงหรือชายได้นั้น คือ ฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงนั้นไม่สามารถที่จะกำเนิดเพศชายได้นอกจากเพศหญิงเท่านั้น ฮาวาจึงมาจากอาดัม และ ฮาวาเองไม่สามารถที่ที่กำเนิดเพศชายได้โดยขาดฝ่ายชาย

ไข่ของฝ่ายหญิงจะมีโครโมโซมเพศ ที่เป็น  X เท่านั้นแต่อสุจิของฝ่ายชายจะมีโครโมโซมเพศที่เป็น X หรือ Y ก็ได้ 

 

- การสร้างมนุษย์จากหยดน้ำ 

อาดัมเป็นบรรพบุรุษคนแรกของมนุษย์ที่อัลลอฮฺได้สร้างขึ้นมาจากดิน ตามที่ได้กล่าวมาในตอนต้น ในการแพร่ขยายมนุษย์ให้สืบสกุลรุ่นแล้วรุ่นเล่า จนถึงทุกวันนี้ อัลลอฮฺได้กำหนดกระบวนการสืบสกุลของมนุษย์จากน้ำที่ไร้ค่า หรือเรารู้จักกันดีคือน้ำอสุจิที่เต็มไปด้วยตัวอสุจินับล้านๆ ตัว และในการจะก่อกำเนิดเป็นมนุษย์นั้นมีอสุจิตัวเดียว (หรือหลายตัวในกรณีเป็นแฝดเทียม) เป็นตัวที่แข็งแรงที่สุด สามารถวิ่งได้ไกลและเร็วผ่านมดลูกและท่อนำไข่ เพื่อไปปฏิสนธิกับไข่ที่ตกจากรังไข่ โดยการใช้หัวเจาะเข้าไปไข่ และไข่ก็จะสร้างสารมาเคลือบรอบๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิตัวอื่นๆ เจาะเข้าไปได้อีก ไข่ใบเดียว อสุจิตัวเดียว และมีการป้องกันไม่ให้ตัวอื่นเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยในการกำเนิดมนุษย์นี้

อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿ خُلِقَ مِن مَّآءٖ دَافِقٖ ٦ ﴾ [الطارق: ٦] 

ความว่า “เขาถูกบังเกิดมาจากน้ำที่พุ่งออกมา” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัฏฏอริก: อายะฮ์ที่ 6)

อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ إِنَّا خَلَقۡنَا ٱلۡإِنسَٰنَ مِن نُّطۡفَةٍ أَمۡشَاجٖ نَّبۡتَلِيهِ فَجَعَلۡنَٰهُ سَمِيعَۢا بَصِيرًا ٢ ﴾ [الإنسان: ٢] 

ความว่า “แท้จริงเราได้สร้างมนุษย์จาก น้ำเชื้อผสมหยดหนึ่ง เพื่อเราจะได้ทดสอบเขาดังนั้นเราจึงทำให้เขาเป็นผู้ได้ยิน เป็นผู้ได้เห็น” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อันอินซาน: อายะฮ์ที่ 2)

อัลลอฮ์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَبَدَأَ خَلۡقَ ٱلۡإِنسَٰنِ مِن طِينٖ ٧ ثُمَّ جَعَلَ نَسۡلَهُۥ مِن سُلَٰلَةٖ مِّن مَّآءٖ مَّهِينٖ ٨ ﴾ [السجدة: ٧-٨] 

ความว่า “ และพระองค์ (อัลลอฮฺ) ทรงเริ่มการสร้างมนุษย์จากดิน แล้วทรงให้การสืบตระกูลของมนุษย์ จากสิ่งที่คัดจากน้ำ(อสุจิ)อันไร้ค่า” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัซซะญะดะห์ : อายะฮ์ที่ 7-8)

คำว่า سُلاَلَةٍ (สูลาละฮฺ) หมายถึง สิ่งที่ถูกเลือกจากน้ำ และคำว่า مَّاء مَّهِينٍ   หมายถึงน้ำที่อ่อนแอ ไม่สามารถที่ทำร้ายหรือให้โทษแก่ใครได้ อิบนุ หะญัรฺ อัล-อัลอัสกอลานี ได้กล่าวว่า سُلاَلَةٍ หมายถึง สิ่งหนึ่งที่ถูกนำออกจากอีกสิ่งหนึ่ง ในอัลกุรอานเรียกว่า  سُلاَلَةٍซึ่งสามารถแปลได้ว่า สิ่งที่ถูกคัดสรรมาจากน้ำอสุจินั่นเอง

 

ภาพขยายของเซลล์อสุจิ และภาพจำลองที่ให้เห็นลักษณะที่ประกอบด้วยส่วนหัวและหาง สามารถแหวกว่ายในน้ำได้คล้ายกับปลา และคำว่า سُلاَلَة  บางครั้งหมายถึงปลาตัวยาว

 

            ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์แต่ละครั้ง ฝ่ายชายจะหลั่งอสุจิออกมาประมาณ 250 ล้านตัว ตัวอสุจิต้องเดินทางแหวกว่ายอยู่ในร่างของฝ่ายหญิง เพื่อให้ถึงไข่ของฝ่ายหญิง ซึ่งจากจำนวนตัวอสุจิทั้งหมด 250 ล้านตัว จะเหลือเพียง 1,000 ตัวเท่านั้น ที่จะสามารถมาถึงไข่ได้ และหลังจากการแข่งขันกันกว่า 5 นาที จะมีตัวอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่สามารถเจาะเข้าไปในผนังของไข่ซึ่งมีขนาดเล็กเท่ากับครึ่งหนึ่งของเม็ดเกลือ

 

ภาพด้านบนคือภาพน้ำอสุจิที่หลั่งเข้าสู่มดลูก ตัวอสุจิเพียงจำนวนไม่มากนัก 

 

จากทั้งหมด 250 ล้านตัวที่หลั่งจากฝ่ายชาย จะสามารถไปถึงไข่ที่อยู่ในมดลูกได้ ตัวอสุจิที่จะปฏิสนธิกับไข่นั้น เป็นเพียงตัวเดียวเท่านั้นจากจำนวนประมาณหนึ่งพันตัวที่รอดมาถึงไข่ได้ ความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำอสุจิทั้งหมด หากแต่เกิดจากส่วนเล็กๆ ของมันเท่านั้น มีความสัมพันธ์กับข้อความในอัลกุรอานที่กล่าวถึง “หยดหนึ่งจากน้ำอสุจิที่พุ่งออกมา”

เซลล์อสุจิจะวิ่งผ่านสารที่เป็นกรดอ่อนๆ ที่คอยสกัดกั้นตัวที่อ่อนแอในบริเวณช่องคลอดและมดลูก คงไว้ตัวที่แข็งแรงที่ถูกคัดสรรแล้ววิ่งไปปฏิสนธิกับไข่บริเวณปีกมดลูก

 

ในแต่ละครั้งเซลล์สุจิจะถูกปล่อยออกมานับร้อยๆ ล้านตัวแต่จะมีตัวที่แข็งแรงไม่กี่ร้อยตัวที่สามารถวิ่งผ่านอุปสรรคจนถึงเซลล์ไข่บริเวณมดลูกได้และจะมีเพียงตัวเดียวที่ที่สามารถผ่านเข้าไปผสมกับไข่เฉพาะส่วนหัวของตัวเซลล์อสุจิจะผ่านผนังเซลล์ไข่เข้าไปในไข่โดยสลัดหางไว้ภายนอก เยื้อหุ้มเซลล์ไข่จะเปลี่ยนแปลงโดยไม่ให้เซลล์อสุจิตัวอื่นเจาะเข้าไปในไข่ได้อีก ดังนั้นในไข่ 1 ใบจะมีอสุจิ (ทีถูกเลือก) เพียงตัวเดียวเท่านั้นเข้าไปผสมกับไข่และพัฒนาเป็นทารกต่อไป

﴿ أَيَحۡسَبُ ٱلۡإِنسَٰنُ أَن يُتۡرَكَ سُدًى ٣٦ أَلَمۡ يَكُ نُطۡفَةٗ مِّن مَّنِيّٖ يُمۡنَىٰ ٣٧ ﴾ [القيامة: ٣٦-٣٧] 

ความว่า “ มนุษย์คิดหรือว่า เขาจะถูกปล่อยไว้โดยไร้จุดหมายกระนั้นหรือ เขามิได้เป็นน้ำกามหยดหนึ่งจากน้ำอสุจิที่ถูกพุ่งออกมากระนั้นหรือ” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัลกิยามะฮ์ : อายะฮ์ที่ 36-37)

 

การพัฒนาของตัวอ่อนมนุษย์ 

ถ้อยคำในคัมภีร์อัลกุรอานเกี่ยวกับการกำเนิดและพัฒนาการของมนุษย์มีกล่าวไว้หลายอายะฮ์ด้วยกันวิทยาเอมบริโอ (Embryology) ซึ่งเป็นสาขาวิชาหนึ่งของชีววิทยา ที่ศึกษาเกี่ยวกับขั้นตอนการเจริญเติบโตและการพัฒนาของตัวอ่อนมนุษย์ นับตั้งแต่วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ในศตวรรษที่ 20 ได้มีการทำวิจัยโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ที่มีความสามารถสูง จนในที่สุดพัฒนาการของตัวอ่อนมนุษย์ถูกอธิบายโดย Streeter (1941) เป็นครั้งแรกและ O’Rahilly (1972) จากผลศึกษาดังกล่าวทำให้ได้ข้อมูลที่มีความแม่นยำมากขึ้น และจากผลการวิจัยได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กระบวนการและขั้นตอนการพัฒนาของตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้กล่าวเอาไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานเมื่อ 1,400 ปีมาแล้วนั้น ถูกต้องและแม่นยำทุกประการ และนี่ก็เป็นข้อพิสูจน์อันชัดแจ้งว่า คัมภีร์อัลกุรอานคือพระดำรัสของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง

อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า

﴿ ثُمَّ خَلَقۡنَا ٱلنُّطۡفَةَ عَلَقَةٗ فَخَلَقۡنَا ٱلۡعَلَقَةَ مُضۡغَةٗ فَخَلَقۡنَا ٱلۡمُضۡغَةَ عِظَٰمٗا فَكَسَوۡنَا ٱلۡعِظَٰمَ لَحۡمٗا ثُمَّ أَنشَأۡنَٰهُ خَلۡقًا ءَاخَرَۚ فَتَبَارَكَ ٱللَّهُ أَحۡسَنُ ٱلۡخَٰلِقِينَ ١٤﴾ [المؤمنون: ١٤] 

ความว่า  “แล้วเราได้ทำให้เชื้ออสุจิกลายเป็นก้อนเลือด แล้วเราได้ทำให้ก้อนเลือดกลายเป็นก้อนเนื้อ แล้วเราได้ทำให้ก้อนเนื้อเป็นกระดูก แล้วเราหุ้มกระดูกนั้นด้วยเนื้อ แล้วเราได้เป่าวิญญาณให้เขากลายเป็นอีกรูปร่างหนึ่ง ดังนั้นอัลลอฮ์ ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงเลิศแห่งปวงผู้สร้าง” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัลมุมินูน : อายะฮ์ที่ 14)

            เมื่อพิจารณาจากอายะฮ์ข้างต้นแล้ว แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของตัวอ่อนมนุษย์ที่เกิดขึ้นในครรภ์มารดานั้น เหมือนกับเรื่องราวที่ได้อธิบายไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานทุกประการ จากหลักฐานในอายะฮ์ดังกล่าว ทำให้มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนยอมรับกับสิ่งที่มีอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน หนึ่งในนั้นคือ ศาตราจารย์กิตติมศักดิ์ Emeritus Keith L. Moore หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขากายวิภาควิทยาและวิชาว่าด้วยการศึกษาตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิต ข้อมูลที่ปรากฏในคัมภีร์อัลกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้ศาสตราจารย์ท่านนี้ทำการศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าวเพิ่มเติมจนในที่สุดท่านได้แต่งตำราที่ชื่อว่า “The Developing Human” ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ใช้สำหรับอ้างอิงงานทางวิทยาศาสตร์ และยังได้รับเลือกจากคณะกรรมการพิเศษของสหรัฐอเมริกาให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุด

จากอายะฮ์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ระยะแรกที่ได้กล่าวคือ (النُّطْفَة) ระยะนุฏฟะฮ์ (NUTFAH)

ขั้นแรกของการเจริญเติบโตของทารกที่อัลกุรอานได้กล่าวเอาไว้คือ “นุฏฟะฮ์” ซึ่งเป็นสำนวนอาหรับที่ให้ความหมายว่า “น้ำที่น้อยนิด” หรือ “หยดหนึ่งของน้ำ” และแล้วการเกิดของมนุษย์ได้เริ่มมาจากส่วนน้อยของน้ำอสุจิจากพ่อและไข่ของแม่ เมื่อได้รับการปฏิสนธิแล้วยังคงมีลักษณะรูปร่างกลมเหมือนหยดน้ำ เรียกระยะนี้ว่า “ระยะไซโกต” (Zygote) การเจริญเติบโตในขั้นนี้จะดำเนินอย่างต่อเนื่องและมีการแบ่งเซลล์ภายในไข่ทั้งใบ เซลล์ที่ได้จะมีขนาดเท่าๆ กันที่เรียกว่า บลาสโตเมีย (Blastomere) แต่ขนาดของไข่ (เอ็มบริโอ) จะเท่าเดิม  หลังจากการปฏิสนธิ 4 วัน เซลล์ของเอ็มบริโอจะรวมตัวกันเป็นก้อนกลมในรูปที่อุดตันภายใน เรียกว่า มอรูลา (Morula) จากการเรียงตัวของเซลล์ใหม่ทำให้เกิดกลุ่มเซลล์ที่มีช่องว่างภายในเรียกกลุ่มเซลล์ระยะนี้ว่า บลาสโตซิสต์ (ฺBlastocyst) ซึ่งเอ็มบริโอจะมีอายุประมาณ 5 วัน 

 

ลำดับขั้นการพัฒนาการของทารกในครรภ์มารดา 

 

            (1) เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ เป็นเซลร่างกาย 1 เซลล์เรียกว่า  Zygote และเริ่มมีการแบ่งเซลล์

(2) เมื่อผ่านไป  2 วัน จะมีการแบ่งเซลล์เป็น 4 เซลล์

(3) เมื่อผ่านไป  3 วัน จำนวนเซลล์ถูกแบ่งมากขึ้นเป็นกลุ่มเซลล์เรียกว่า  Morula 

(4) เมื่อผ่านไป  4 วัน เป็นกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า บลาสโตซีสต์ (Blastocyst)

(5) เมื่อผ่านไป  6 วัน บลาสโตซีสต์ จะพัฒนาเป็นอวัยวะต่อไป เช่น เป็น รก สายสะดือ

            ระยะที่สองที่มีกล่าวในอัลกุรอานคือ (الْعَلَقَة) ระยะอะลัก (ALAQAH)

เมื่อพิจารณา ตามตัวอักษรแล้ว ในภาษาอารบิก คำว่า الْعَلَقَة (Alaqah) นั้น มีอยู่ 3 ความหมาย ได้แก่ (1) ตัวดูดเลือด ปลิง  (2) สิ่งแขวนลอย และ (3) ก้อนเลือด ลิ่มเลือด

เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเมื่อนำไปเทียบกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเอมบริโอแล้ว จะเห็นว่าเป็นคำที่ตรงกับรูปร่างของตัวอ่อนในตอนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เอมบริโอของมนุษย์นั้น ช่วงที่มีอายุจาก 7 – 24 วัน เมื่อมันจะทำการเกาะไปที่ผนังมดลูกแล้ว มันจะมีวิธีการเกาะเหมือนเวลาปลิงเกาะผิวหนังคน ปลิงนั้นจะลำเลียงเลือดจากสิ่งที่มันเกาะ ส่วนเอมบริโอมนุษย์ในช่วงนั้นจะทำการลำเลียงเลือดจากผนังมดลูกของมารดาในทำนองเดียวกันกับปลิง

ในช่วงแรก ของการพัฒนา ทารกในครรภ์มารดาจะอยู่ในรูปของ “ไซโกต” ซึ่งเกาะติดอยู่กับผนังมดลูก ของมารดา เพื่อดูดสารอาหารต่างๆจากเลือดของมารดา

 

ภาพนี้ แสดงให้เห็นไซโกต ซึ่งดูเหมือนก้อนเนื้อก้อนหนึ่ง ข้อมูลซึ่งเพิ่งจะค้นพบโดยนักวิทยาเอมบริโอในสมัยนี้ ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน เมื่อ 1400 ปีกว่าด้วยคำว่า “อะลัก” ซึ่งหมายถึง “สิ่งที่เกาะติดอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง” คำดังกล่าวใช้เพื่ออธิบายลักษณะของการที่ปลิงเกาะติดกับร่างกายคนหรือสัตว์อื่นเพื่อดูดเลือด

ในการเปรียบเทียบปลิงกับตัวอ่อนในระยะที่เป็น Alaqah นั้น เราได้พบความคล้ายกันระหว่างสองสิ่งนี้ (ดู The Developing Human ของ Moore และ Persaud ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 8) ดังรูปข้างล่าง

 

ภาพวาดดังกล่าวอธิบายให้เห็นความคล้ายกันของรูปร่างระหว่างปลิงกับตัวอ่อนมนุษย์ในระยะที่เป็น alaqah (รูปวาดปลิงมาจากหนังสือเรื่อง Human Development as Described in the Quran and Sunnah ของ Moore และคณะ หน้า 37 ดัดแปลงมาจาก Integrated Principles of Zoology ของ Hickman และคณะ ภาพตัวอ่อนวาดมาจากหนังสือเรื่อง  The Developing Human ของ Moore และ Persaud ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 73)

 

นอกจากนี้ ตัวอ่อนที่อยู่ในระยะดังกล่าวจะได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดของมารดา ซึ่งคล้ายกับปลิงซึ่งได้รับอาหารจากเลือดที่มาจากผู้อื่น (ดู Human Development as Described in the Quran and Sunnah ของ Moore และคณะ หน้า 36)

ความหมายที่สองของคำว่า alaqah คือ “สิ่งแขวนลอย” ซึ่งเราสามารถดูได้จากรูปด้านล่าง เป็นสิ่งแขวนลอยของตัวอ่อน ในช่วงระยะ alaqah ในมดลูกของมารดา

ในภาพนี้ เราจะเห็นภาพของตัวอ่อน ซึ่งเป็นสิ่งแขวนลอยในช่วงระยะที่เป็น alaqah อยู่ในมดลูก (ครรภ์) ของมารดา (มาจากเรื่อง The Developing Human ของ Moore และ Persaud ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 22)

 

 

ในภาพที่ถ่ายด้วยระบบโฟโตไมโครกราฟ (Photomicrograph) นี้ เราจะเห็นตัวอ่อนซึ่งเป็นสิ่งแขวนลอยได้ (ตรงเครื่องหมายอักษร B) ซึ่งอยู่ในช่วงระยะของ Alaqah (อายุประมาณ 15 วัน) ในครรภ์มารดา ขนาดที่แท้จริงของตัวอ่อนนั้นจะมีขนาดประมาณ 0.6 มิลลิเมตร (มาจากเรื่อง  The Developing Human ของ Moore ปรับปรุงครั้งที่ 3 หน้า 66  จากเรื่อง  Histology ของ Leeson และ Leeson.)

 

ความหมายที่สามของคำว่า alaqah คือ “ลิ่มเลือด” เราพบว่าลักษณะภายนอกของตัวอ่อนและส่วนที่เป็นถุงในช่วงระยะ alaqah นั้น จะดูคล้ายกับลิ่มเลือด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า มีเลือดอยู่ในตัวอ่อนค่อนข้างมากในช่วงระยะดังกล่าว (Human Development as Described in the Quran and Sunnah ของมัวร์และคณะ หน้า 37-38) อีกทั้งในช่วงระยะดังกล่าว เลือดที่มีอยู่ในตัวอ่อนจะไม่หมุนเวียนจนกว่าจะถึงปลายสัปดาห์ที่สาม (The Developing Human ของ Moore และ Persaud ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 65) ดังนั้น ตัวอ่อนในระยะนี้จึงดูเหมือนลิ่มเลือดนั่นเอง

รูปแสดงแผนภูมิระบบการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจพอสังเขปในตัวอ่อนในช่วง ระยะ alaqah ซึ่งลักษณะภายนอกของตัวอ่อนและส่วนที่เป็นถุงของตัวอ่อนจะดูคล้ายกับลิ่มเลือด เนื่องจากมีเลือดอยู่ค่อนข้างมากในตัวอ่อน (The Developing Human ของ Moore ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 65)  

 

ดังนั้น ทั้งสามความหมายของคำว่า alaqah นั้น ตรงกับลักษณะของตัวอ่อนในระยะ alaqah เป็นอย่างยิ่ง

ระยะต่อมาที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน ซึ่งเป็นระยะที่สาม คือ (الْمُضْغَة) ระยะมุฏเฆาะห์ (Mudghah)

ในภาษาอาหรับคำว่า (الْمُضْغَة) มุฏเฆาะห์ หมายความว่า สสารที่ถูกขบเคี้ยว ซึ่งหากพิจารณา   ตัวอ่อนในช่วงระยะ มุฏเฆาะห์ (mudghah) จะมีลักษณะเหมือนสสารที่ถูกขบเคี้ยว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า   ไขสันหลังที่อยู่ด้านหลังของตัวอ่อนมีลักษณะ “ค่อนข้างคล้ายกับร่องรอยของฟันบนสสารที่ถูกขบเคี้ยว” (The Developing Human ของ Moore และ Persaud ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 8)

 

ภาพถ่ายของตัวอ่อนในช่วงระยะ มุฏเฆาะห์ (อายุ 28 วัน) ตัวอ่อนในระยะนี้จะมีลักษณะเหมือนสสารที่ถูกขบเคี้ยว เนื่องจากไขสันหลังที่อยู่ด้านหลังของตัวอ่อนมีลักษณะค่อนข้างคล้ายกับร่อง รอยของฟันบนสสารที่ถูกขบเคี้ยว ขนาดที่แท้จริงของตัวอ่อนจะมีขนาด 4 มิลลิเมตร (จากเรื่อง The Developing Human ของ Moore และ Persaud ปรับปรุงครั้งที่ 5 หน้า 82 ของศาสตราจารย์ Hideo Nishimura มหาวิทยาลัยเกียวโต ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น)

 

กระบวนการในครรภ์ของมารดา 

            อัลลอฮ์ได้กล่าวในคัมภีร์อัลกุรอาน ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นในครรภ์มารดาตามกระบวนการ 3 ขั้นตอน

﴿ خَلَقَكُم مِّن نَّفۡسٖ وَٰحِدَةٖ ثُمَّ جَعَلَ مِنۡهَا زَوۡجَهَا وَأَنزَلَ لَكُم مِّنَ ٱلۡأَنۡعَٰمِ ثَمَٰنِيَةَ أَزۡوَٰجٖۚ يَخۡلُقُكُمۡ فِي بُطُونِ أُمَّهَٰتِكُمۡ خَلۡقٗا مِّنۢ بَعۡدِ خَلۡقٖ فِي ظُلُمَٰتٖ ثَلَٰثٖۚ ذَٰلِكُمُ ٱللَّهُ رَبُّكُمۡ لَهُ ٱلۡمُلۡكُۖ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَۖ فَأَنَّىٰ تُصۡرَفُونَ ٦ ﴾ [الزمر: ٦] 

ความว่า “พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าในครรภ์ของมารดาพวกเจ้า เป็นการบังเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในความมืดสามชั้น นั่นคืออัลลอฮฺ พระเจ้าของพวกเจ้า พระอำนาจเป็นสิทธิของพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ แล้วทำไมพวกเจ้าจึงผินหน้าไปทางอื่น!” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัซซุมัร : อายะฮ์ที่ 6)

ข้อความในอายะฮ์ข้างต้น กล่าวว่ามนุษย์จะถูกสร้างขึ้นภายในครรภ์มารดาจาก 3 ขั้นตอนที่แตกต่างกัน ในความเป็นจริง ชีววิทยาสมัยใหม่ก็ได้ยืนยันแล้วว่า การเจริญเติบโตของตัวอ่อนของทารกในครรภ์มารดานั้น แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน ปัจจุบันวิชานี้เป็นพื้นฐานของความรู้เบื้องต้นในหนังสืออ้างอิงทุกเล่มที่ใช้ในการเรียนในคณะแพทยศาสตร์ ตัวอย่างเช่น หนังสือ Basic Human Embryology ซึ่งเป็นหนังสืออ้างอิงเบื้องต้นของการศึกษาวิชาวิทยาเอมบริโอ ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ว่า “ชีวิตในมดลูกนั้น มี 3 ระยะ คือ 1.Pre-Embryonic (ระยะก่อนเป็นตัวอ่อน) ในช่วงแรกใช้เวลาสองสัปดาห์ครึ่ง  2. Embryonic (ระยะที่เป็นตัวอ่อน) คือเวลาหลังจากช่วงแรกไปจนสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 8 และ  3. Fetal )ระยะทารกในครรภ์) นับตั้งแต่หลังสัปดาห์ที่ 8 ไปจนถึงช่วงที่มีการเจ็บท้องเพื่อคลอดบุตร”

ทั้ง 3 ระยะนี้ได้บอกถึงขั้นตอนการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันของทารกในครรภ์ ลักษณะพัฒนาการใน แต่ละขั้นตอนดังกล่าวนั้นสามารถอธิบายโดยย่อได้ดังนี้

1. Pre-Embryonic Stage )ระยะก่อนเป็นตัวอ่อน) ในช่วงแรกนี้ ไซโกต (เซลล์เดี่ยวที่เกิดจากไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว) จะเติบโตโดยการแบ่งตัว จนกลายเป็นกลุ่มของเซลล์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งจะฝังตัวติดกับผนังของมดลูก เซลล์เหล่านี้ได้จัดเรียงตัวเองเป็น 3 ชั้นพร้อมๆ กับการแบ่งตัวอย่างต่อเนื่อง

2. Embryonic Stage (ระยะที่เป็นตัวอ่อน) ช่วงที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ครึ่ง ทารกซึ่งเรียกว่า ตัวอ่อน (Embryo) ในช่วงนี้ อวัยวะต่างๆ และระบบพื้นฐานของร่างกายเริ่มที่จะปรากฏให้เห็นชัดขึ้นในระหว่างชั้นของเซลล์

3. Fetal Stage (ระยะทารกในครรภ์) จากช่วงเวลานี้เป็นต้นไป ตัวอ่อน (Embryo) เรียกว่า Fetus (ทารกในครรภ์) ช่วงนี้เริ่มจากหลังสัปดาห์ที่ 8 ของการตั้งครรภ์ ไปจนถึงนาทีที่คลอดออกมา ลักษณะเด่นของการเจริญเติบโตในระยะนี้คือ ลักษณะของทารกในครรภ์ (Fetus) นั้นจะดูเหมือนกับร่างกายที่สมบูรณ์ทุกอย่างทั้ง ใบหน้า มือ และเท้า แม้ว่าจะมีขนาดแค่ 3 เซนติเมตรในตอนแรก แต่อวัยวะต่างๆก็ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ช่วงระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 30 สัปดาห์ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอดออกมา

ในอายะฮ์ที่ 6 ของซูเราะฮ์ อัซซุมัร ได้ระบุว่ามนุษย์ถูกสร้างขึ้นภายในครรภ์มารดาโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ และในความเป็นจริง วิทยาเอมบริโอได้ยืนยันในเรื่องนี้ว่าพัฒนาการของทารกเกิดขึ้นใน  3 ขั้นตอนภายในครรภ์มารดา

ข้อมูลของการเจริญเติบโตภายในครรภ์มารดานั้น เพิ่งจะเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางจากการเฝ้าสังเกต ด้วยกล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็ก ที่มีความสามารถสูงเท่านั้น จึงเหมือนกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์อีกมากมาย ที่ได้กล่าวไว้อย่างน่าอัศจรรย์ก่อนหน้านี้แล้วในอัลกุรอาน และความเป็นจริงที่ว่าข้อมูลต่างๆ ซึ่งมีรายละเอียดลึกซึ้งและมีความถูกต้องแม่นยำเหล่านี้ ได้กล่าวไว้แล้วในอัลกุรอาน ตั้งแต่ในยุคที่ผู้คนแทบจะไม่มีความรู้ในเรื่องแพทยศาสตร์เลยนั้น เป็นหลักฐานชัดเจนที่พิสูจน์ได้ว่าอัลกุรอานนั้น ไม่ได้เป็นคำกล่าวของมนุษย์ หากแต่เป็นวจนะของอัลลอฮ์สุบหานะฮูวะตะอาลา เท่านั้น

 

น้ำคือชีวิตของสิ่งมีชีวิต 

            น้ำ (Water) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ พืช และสัตว์ นอกจากนั้นน้ำยังมีคุณสมบัติที่จำเป็นต่อชีวิตอีกมากจนนับไม่ถ้วน โลกของเราประกอบขึ้นด้วยพื้นดินและพื้นน้ำ โดยแบ่งออกเป็นส่วนที่เป็นฝืนน้ำประมาณ 3 ส่วน (หรือประมาณ  75  %) และส่วนที่ป็นพื้นดิน 1 ส่วน  (หรือ 25%)  ดังนั้นน้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตของคน  พืช  และสัตว์บนโลก น้ำมีอยู่ในรูปของก๊าซ  (ไอน้ำ) ของเหลว (น้ำ) และของแข็ง (น้ำแข็ง) ซึ่งล้วนแต่เกิดขึ้นในช่วงอุณหภูมิของโลก นอกจากนั้น วัตถุดิบนับพันๆ ชนิดซึ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช จะต้องถูกลำเลียงในของเหลว เช่น เลือด หรือน้ำเลี้ยงต้นพืช น้ำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพราะมันเป็นตัวละลายสารต่าง ๆ ได้มากชนิดกว่าของเหลวอื่น ๆ แม้กระทั่งตัวอสุจิ (Sperm) ของมนุษย์และสัตว์ก็ต้องอยู่ในน้ำ ถ้าปราศจากน้ำ การบำรุงเลี้ยงและการสืบพันธ์จะต้องหยุดชะงัก เพราะสิ่งมีชีวิตต้องใช้น้ำเพื่อละลายสารประกอบต่างๆ ที่เป็นอาหารและใช้น้ำเป็นสื่อกลางในระบบการสืบพันธุ์

            อัลลอฮ์ ได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานไว้ว่า

﴿ وَجَعَلۡنَا مِنَ ٱلۡمَآءِ كُلَّ شَيۡءٍ حَيٍّۚ أَفَلَا يُؤۡمِنُونَ ٣٠ ﴾ [الأنبياء: ٣٠] 

ความว่า “และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตมาจากน้ำ ดังนั้นพวกเขาจะยังไม่ศรัทธาอีกหรือ” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัลอัมบิยาอ์ : อายะฮ์ที่ 30)

 

วัฏจักรแห่งน้ำ  

            น้ำเป็นทรัพยากรอีกประเภทหนึ่งที่สามารถเกิดหมุนเวียนได้เรื่อยๆ อย่างไม่มีวันหมดสิ้น กล่าวคือ  เมื่อแสงแดดส่องมาบนพื้นโลก น้ำจากทะเลและมหาสมุทรจะระเหยเป็นไอน้ำลอยขึ้นสู่เบื้องบนเนื่องจากไอน้ำมีความเบากว่าอากาศ เมื่อไอน้ำลอยสู่เบื้องบนจะได้รับความเย็นและกลั่นตัวกลายเป็นละอองน้ำเล็กๆ ลอยจับตัวกันเป็นกลุ่มเฆม  เมื่อจับตัวกันมากขึ้นแล้วกระทบความเย็นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นโลกหรือเรียกว่า ฝน น้ำบนพื้นโลกจะระเหยกลายเป็นไอน้ำอีกเมื่อได้รับความร้อนจากดวงทิตย์ ไอน้ำจะรวมตัวกันเป็นเมฆและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กระบวนการแบบนี้เป็นวัฏจักรหมุนเวียนต่อเนื่องกันตลอดเวลาเรียกว่า วัฏจักรแห่งน้ำ  อัลกุรอานระบุว่า

﴿ ٱللَّهُ ٱلَّذِي يُرۡسِلُ ٱلرِّيَٰحَ فَتُثِيرُ سَحَابٗا فَيَبۡسُطُهُۥ فِي ٱلسَّمَآءِ كَيۡفَ يَشَآءُ وَيَجۡعَلُهُۥ كِسَفٗا فَتَرَى ٱلۡوَدۡقَ يَخۡرُجُ مِنۡ خِلَٰلِهِۦۖ فَإِذَآ أَصَابَ بِهِۦ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦٓ إِذَا هُمۡ يَسۡتَبۡشِرُونَ ٤٨ ﴾ [الروم: ٤٨] 

ความว่า “ อัลลอฮฺทรงเป็นผู้ส่งลมทั้งหลาย แล้วมันได้รวมตัวกันขึ้นเป็นเมฆ แล้วพระองค์ทรงให้มันแผ่กระจายไปตามท้องฟ้า (คือแผ่กระจายเป็นเมฆก้อนบาง ๆ และกลุ่มเมฆ) เท่าที่พระองค์ทรงประสงค์และพระองค์ทรงทำให้มันเป็นกลุ่มก้อน แล้วเจ้าจะเห็นฝนตกลงมาจากท่ามกลางมันเมื่อมันได้ตกลงมายังผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ เมื่อนั้นพวกเขาก็ดีใจ” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อัรรูม: อายะฮ์ที่ 48)

 

วัฏจักรแห่งน้ำ 

อัลลอฮ์ได้ตรัสว่า

﴿ هُوَ ٱلَّذِيٓ أَنزَلَ مِنَ ٱلسَّمَآءِ مَآءٗۖ لَّكُم مِّنۡهُ شَرَابٞ وَمِنۡهُ شَجَرٞ فِيهِ تُسِيمُونَ ١٠ ﴾ [النحل: ١٠] 

ความว่า “ พระองค์คือ ผู้ทรงหลั่งน้ำลงมาจากฟากฟ้าสำหรับพวกเจ้า ส่วนหนึ่ง เป็นเครื่องดื่มและ  อีกส่วนหนึ่ง (ทำให้) พฤกษชาติ (เจริญเติบโต) เพื่อพวกเจ้าใช้เลี้ยงสัตว์ ” (คัมภีร์อัลกุรอาน, ซูเราะห์อันนะห์ลฺ: อายะฮ์ที่ 10)

ดังนั้นหากไม่มีน้ำแล้ว ชีวิตก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น น้ำจึงเปรียบเสมือนชีวิตของสิ่งมีชีวิต

 


อ้างอิง

คัมภีร์อัลกุรอาน

ฮารูน ยะห์ยา (ปัญญากร - ผู้แปล). ความมหัศจรรย์ของอัล-
กุรอาน

islam-guide.com.2555. ความมหัศจรรย์ในทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน. แหล่งที่มา : http://www.islamhouse.com/p/191660.

20 มิถุนายน 2555

อิบรอเฮม มุสตอฟา หะยีสาอิ. 2555. วิทยาศาสตร์อิสลาม. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.gotoknow .org/blogs/books/view/ibm401.  20 มิถุนายน 2555