บทเรียนจากอายะฮฺสูเราะฮฺ อัล-กะฮ์ฟฺ 28
  จำนวนคนเข้าชม  230

 

 

บทเรียนจากอายะฮฺสูเราะฮฺ อัล-กะฮ์ฟฺ 28

] ไทย – Thai – تايلاندي [

 

 

 

 

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์ 

 

 

 

 

แปลโดย : อันวา สะอุ

ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน 

ที่มา : หนังสือ อัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต อัล-
มุลกอฮฺ

www.islamhouse.com

2012 - 1433


 

﴿فوائد من الآية 28 في سورة الكهف ﴾

« باللغة التايلاندية »

 

 

 

 

د. أمين بن عبد الله الشقاوي

 

 

 

ترجمة: أنور إسماعيل

مراجعة: صافي عثمان

المصدر: كتاب الدرر المنتقاة من الكلمات الملقاة

 

 

 

 

2012 - 1433


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ 

 

เรื่องที่ 32 

บทเรียนจากคำดำรัสของอัลลอฮฺ 

﴿وَٱصۡبِرۡ نَفۡسَكَ مَعَ ٱلَّذِينَ يَدۡعُونَ رَبَّهُم بِٱلۡغَدَوٰةِ وَٱلۡعَشِيِّ يُرِيدُونَ وَجۡهَهُۥۖ وَلَا تَعۡدُ عَيۡنَاكَ عَنۡهُمۡ تُرِيدُ زِينَةَ ٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَاۖ وَلَا تُطِعۡ مَنۡ أَغۡفَلۡنَا قَلۡبَهُۥ عَن ذِكۡرِنَا وَٱتَّبَعَ هَوَىٰهُ وَكَانَ أَمۡرُهُۥ فُرُطٗا ٢٨﴾ [الكهف: 28] 

ความว่า "และจงทำให้ตัวของเจ้าอดทนอยู่กับบรรดาผู้วิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา ทั้งยามเช้าและยามเย็น โดยที่พวกเขาปรารถนาความโปรดปรานของพระองค์ และอย่าให้สายตาของเจ้าหันเหออกไปจากพวกเขาเพราะเจ้าประสงค์ความสวยงามแห่งชีวิตของโลกนี้ และเจ้าอย่าเชื่อฟังผู้ที่เราทำให้หัวใจของเขาละเลยจากการรำลึกถึงเรา และปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของเขา และกิจการของเขาพินาศสูญหาย" (อัล-กะฮ์ฟฺ 28)

 

มวลการสรรเสริญทั้งหลายเป็นเอกสิทธิของอัลลอฮฺ การประสาทพรและความศานติจงประสบแด่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และข้าขอปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลออฮฺพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีการตั้งภาคีใดๆกับพระองค์ และข้าขอปฏิญาณตนว่าแท้จริงมุหัมมัดนั้นคือบ่าวและศาสนทูตของอัลลอฮฺ

จากสะอัด บิน อบี วักกอศ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

عن سعد بن أبي وقاص رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ قال: كُنَّا مَعَ النَّبِيِّ صَلّى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ سِتَّةَ نَفَرٍ، فَقَالَ المُشْرِكُوْنَ  لِلنَّبِيّ صَلّى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ : اطْرُدْ هَؤُلاءِ لاَ يَجْتَرِئُوْنَ عَليْنَا. وَكُنْتُ أنَا وَابْنُ مَسْعُوْدٍ وَرَجُلٌ مِنْ هُذَيْلٍ وَبِلالٌ وَرَجُلانِ نَسِيْتُ اسْمَيْهِمَا، فَوَقَعَ فِي نَفْسِ رَسُوْلِ اللهِ صلّى الله عليه وسلّم مَاشَاءَ اللهُ أنْ يَقَعَ، فَحَدَّثَ نَفْسَهُ، فَأنْزَلَ اللهُ عزّ وجلّ: ﴿وَلاَ تَطْرُدِ الَّذِيْنَ يَدْعُوْنَ رَبَّهُمْ بِالغَدَاةِ وَالعَشِيِّ يُرِيْدُوْنَ وَجْهَهُ﴾ [الأنعام 52] [صحيح مسلم برقم 2413]

ความว่า ครั้งหนึ่ง ขณะที่พวกเราจำนวนหกคนได้อยู่ร่วมกันท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ขณะนั้นได้มีบรรดามุชริกีนมาหา แล้วกล่าวแก่ท่านเราะสูลว่า จงไล่พวกนี้ออกไป อย่าให้พวกเขามาตีเสมอเรา ในเหตุการณ์นี้มีฉัน (สะอัด บิน อบี วักกอศ) อิบนุ มัสอูด, ชายคนหนึ่งจากเผ่าฮุซัยลฺ, บิลาล และอีกสองคนที่ฉันจำชื่อเขาไม่ได้ ดังนั้น(เมื่อฟังคำพูดของชาวมุชริกีนเช่นนั้น)ทำให้ในใจของท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺเกิดความรู้สึกบางอย่างตามที่  อัลลอฮฺทรงประสงค์จะให้เกิด จนท่านได้รำพึงแก่ตัวเอง กระทั่งพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงประทานอัลกุรอานอายะฮฺนี้มาว่า “และเจ้า (มุหัมมัด) จงอย่าขับไล่บรรดาผู้ที่วิงวอนขอต่อองค์อภิบาลของพวกเขา ทั้งยามเช้าและยามเย็น โดยพวกเขาปารถนาความโปรดปรานของพระองค์” (อัล-อันอาม :52) (บันทึกโดยมุสลิม 4/1878 เลขที่ 2413 )

อัลลอฮฺได้บัญชาให้ท่านนบีมุหัมหมัดของพระองค์ ซึ่งรวมถึงประชาติของท่านด้วยให้ยืนหยัดอยู่กับคนดีมีคุณธรรม ตลอดจนต้องอดทนที่จะคบหาสมาคมกับพวกเขา โดยเฉพาะกับบรรดาคนดีที่ขัดสน อนาถาหรือผู้อ่อนแอ อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับพวกเขา การอยู่ร่วมกับบรรดาคนเหล่านั้นจะช่วยให้เราห่างไกลจากความฟุ้งเฟ้อทางโลกหรือวัตถุ จากนั้นพระองค์ได้บอกถึงคุณลักษณะของบรรดาผู้คนเหล่านั้น คือพวกเขาใช้เวลาหมดไปกับการภักดีต่ออัลลอฮฺในทุกสภาวการณ์ พวกเขาไม่มีจุดประสงค์ที่จะโอ้อวดการงานที่พวกเขากระทำ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นชมเชยกล่าวยกย่องว่าพวกเขาเป็นนักกอรี(นักอ่านอัลกุรอานที่ยอดเยี่ยม) หรือผู้ทำการอิบาดะฮฺที่แรงกล้า และพวกเขาไม่ได้ต้องการผลประโยชน์ในทางโลกที่ต้องสูญหายไป แต่ทว่าพวกเขาทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺและหวังในความโปรดปรานของพระองค์ จากนั้นอัลลอฮฺทรงห้ามการคบค้ากับผู้ที่เห็นแก่ผลประโยชน์ทางโลก

พระองค์ตรัสว่า

﴿وَلَا تَعۡدُ عَيۡنَاكَ عَنۡهُمۡ تُرِيدُ زِينَةَ ٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَاۖ﴾ [الكهف : 28]

ความว่า "และอย่าให้สายตาของเจ้าหันเหออกไปจากพวกเขา ในสภาพที่เจ้าประสงค์ความสวยงามแห่งชีวิตของโลกนี้" (อัล-กะฮ์ฟฺ 28)

คือการไม่ทะเยอทะยานที่จะคบค้าสมาคมเฉพาะกับบรรดาผู้มีฐานะและตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ เนื่องจากจะทำให้หัวใจหมกมุ่นอยู่กับทางโลกดุนยาและหลงลืมโลกอาคิเราะฮฺ

ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน อัล-สะอฺดีย์ กล่าวว่า เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้หัวใจผูกมัดกับโลกดุนยา ทำให้ความคิดสาละวนอยู่กับเรื่องโลกดุนยา เลยทำให้หัวใจรู้สึกห่างเหินกับโลกอาคิเราะฮฺ เพราะสิ่งประดับประดาอันวิจิตรบนโลกดุนยานี้มักทำให้สายตาและหัวใจหลงใหล จึงทำให้หัวใจลืมนึกถึงอัลลอฮฺ และหันไปจมปลักกับความสุขจอมปลอมและอารมณ์ใฝ่ต่ำ ทำให้เขาผู้นั้นเสียเวลาในการใช้ชีวิต สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ขาดทุนและเสียใจตลอดกาล (หนังสือตัยสีรฺ อัล-กะรีม อัร-เราะหฺมาน ฟี ตัฟซีร กะลาม อัล-มันนาน หน้าที่ 425)

จากนั้น อัลลอฮฺทรงห้ามไม่ให้เชื่อฟังผู้ที่หัวใจหลงลืมจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ คือ ห้ามมิให้เชื่อฟังและทำตามผู้ที่มีหัวใจหลงลืมจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ ผู้ที่ทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของตน พวกเขาคือผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อศาสนาของเขา การเชื่อฟังหรือทำตามผู้คนเหล่านี้จะทำให้ชีวิตของเราขาดทุนอย่างแท้จริงทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

และอายะฮฺนี้มีบทเรียนมากมาย ดังนี้

ประการที่หนึ่ง ส่งเสริมให้อดทน การอดทนในที่นี้หมายถึงการอดทนในการภักดีต่ออัลลอฮฺซึ่งเป็นประเภทของการอดทนที่สูงส่ง อัลลอฮฺได้กล่าวถึงคำว่า "อดทน" ในคัมภีร์อัลกุรอานถึง 90 แห่ง เป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของการอดทน บางครั้งในอายะฮฺหนึ่งๆ อาจจะมีการกล่าวคำว่าอดทนทวนซ้ำกันอีกด้วย เช่นที่พระองค์ตรัสว่า

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ ٱصۡبِرُواْ وَصَابِرُواْ وَرَابِطُواْ وَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ لَعَلَّكُمۡ تُفۡلِحُونَ ٢٠٠﴾ [آل عمران : 200]

ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงมีความอดทน และจงต่างอดทนซึ่งกันและกันเถิด และจงประจำอยู่ชายแดน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ" (อาล อิมรอน 200)

 

ประการที่สอง ส่งเสริมให้ซิกรฺ(รำลึก)ถึงอัลลอฮฺและดุอาอ์ในช่วงเช้าและเย็น

ชัยคฺ อับดุรเราะหฺมาน อัล-สะอฺดีย์ กล่าวว่า เนื่องจากอัลลอฮฺชมเชยการกระทำ (รำลึกถึงอัลลอฮฺและดุอาอ์ในช่วงเช้าและเย็น) และการกระทำใดที่อัลลอฮฺชมเชยผู้กระทำนั้นแสดงว่าอัลลอฮฺทรงโปรดการกระทำดังกล่าว เมื่อพระองค์ทรงโปรดการกระทำใดแล้ว พระองค์จะทรงใช้และส่งเสริมให้กระทำส่งเหล่านั้น (หนังสือตัยสีรฺ อัล-กะรีม อัร-เราะหฺมาน ฟี ตัฟซีร กะลาม อัล-มันนาน หน้าที่ 425)

อัลลอฮฺ ตรัสว่า

﴿وَسَبِّحۡ بِحَمۡدِ رَبِّكَ قَبۡلَ طُلُوعِ ٱلشَّمۡسِ وَقَبۡلَ ٱلۡغُرُوبِ ٣٩﴾ [ق :39]

ความว่า "และจงแซ่ซ้องด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้า ก่อนการขึ้นของดวงอาทิตย์และก่อนการตก (ของมัน)" (กอฟ 39)

 

และจากอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«لَأَنْ أَقْعُدَ مَعَ قَوْمٍ يَذْكُرُونَ اللَّهَ تَعَالَى مِنْ صَلَاةِ الْغَدَاةِ حَتَّى تَطْلُعَ الشَّمْسُ أَحَبُّ إِلَيَّ مِنْ أَنْ أَعْتِقَ أَرْبَعَةً مِنْ وَلَدِ إِسْمَاعِيل، وَلَأَنْ أَقْعُدَ مَعَ قَوْمٍ يَذْكُرُونَ اللَّهَ مِنْ صَلَاةِ الْعَصْرِ إِلَى أَنْ تَغْرُبَ الشَّمْسُ أَحَبُّ إِلَيَّ مَنْ أَنْ أَعْتِقَ أَرْبَعَةً» [أبو داود برقم 3667]

ความว่า "การที่ฉันได้นั่งในกลุ่มหนึ่งที่มีการซิกิรฺ(รำลึก)ต่ออัลลอฮฺตะอาลา เริ่มหลังจากละหามดศุบหฺจนดวงอาทิตย์ขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ฉันชอบมากมากกว่าที่ฉันได้ปลดปล่อยทาสสี่คนจากลูกหลานของนบีอิสมาอีลเสียอีก และการที่ฉันได้นั่งในกลุ่มหนึ่งที่มีการซิกิรฺต่ออัลลอฮฺตะอาลา เริ่มหลังจากละหมาดอัศรฺจนดวงอาทิตย์ตกนั้น เป็นสิ่งที่ฉันชอบมากกว่าที่ฉันได้ปลดปล่อยทาสสี่คนเช่นกัน” (บันทึกโดยอบูดาวูด (3/324) หมายเลขหะดีษ 3667)

จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ กล่าวว่าแท้จริงท่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«لَأَنْ أَقُولَ : سُبْحَانَ اللَّهِ، وَالْحَمْدُ لِلَّهِ، وَلَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ، وَاللَّهُ أَكْبَرُ، أَحَبُّ إِلَيَّ مِمَّا طَلَعَتْ عَلَيْهِ الشَّمْسُ» [مسلم برقم 2695]

ความว่า "การที่ฉันกล่าวคำว่า สุบหานัลลอฮฺ (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ) อัลหัมดุลิลลาฮฺ (มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ) ลาอิลาฮฺ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพนอกจากอัลลอฮฺ) อัลลอฮุอักบัรฺ (อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร) เป็นสิ่งที่ฉันชอบมากกว่าสิ่งที่ดวงอาทิตย์ได้ขึ้นมาเหนือมัน(หมายถึงโลกดุนยา)" (บันทึกโดยมุสลิม 4/2072 หมายเลขหะดีษ 2690)

 

ประการที่สาม ส่งเสริมให้นั่งสนทนาในวงของบรรดาศอลิฮีน (คนดีมีคุณธรรม) แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่มีฐานะยากไร้อนาถาก็ตาม เพราะการนั่งอยู่ร่วมกับพวกเขาเป็นสิ่งที่ดีงามมาก จากท่านอบู สะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ แท้จริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«‏لا تُصَاحِبْ إِلَّا مُؤْمِنًا، وَلَا يَأْكُلُ طَعَامَكَ إِلَّا تَقِيٌّ» [أبو داود برقم 4833]

ความว่า “ท่านอย่าคบเป็นมิตรสหายนอกจากกับผู้ศรัทธา และอย่าให้ใครรับประทานอาหารของท่านนอกจากผู้ที่มีความยำเกรง” (บันทึกโดยอบู ดาวูด 4/259 หมายเลขหะดีษ 4833)

อบู สุลัยมาน อัล-ค็อฏฏอบีย์ กล่าวว่า การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้คบกับผู้ที่ไม่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ตลอดจนห้ามไม่ให้คลุกคลี และเลี้ยงอาหารแก่ผู้คนเหล่านั้น เนื่องจากการเลี้ยงอาหารซึ่งกันและกันอาจทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมและเกิดความรักต่อผู้คนเหล่านั้นขึ้นมาในใจได้ (ชัรหฺ อัส-สุนนะฮฺ โดย อัล-บะเฆาะวีย์ 13/69)

จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

«الرَّجُلُ على دِينِ خَلِيْلِهِ، فَلْيَنْظُرْ أَحَدُكُم مَنْ يُخَالِلْ»

ความว่า “ชายคนหนึ่งจะอยู่บนแนวทางของมิตรสหายของเขา ดังนั้น คนหนึ่งจากพวกท่านจงพิจารณาบุคคลที่พวกท่านจะคบเป็นมิตร” (บันทึกโดยอบูดาวูด 4/259 หมายเลขหะดีษ 4832)

 

นักกวีอาหรับกล่าวว่า

عَنِ الْمَرْءِ لَا تَسَلْ وَسَلْ عَنْ قَرِيْنِهِ         فَكُلُّ قَرِيْنٍ بِالْمُقَارِنِ يَقْتَدِيْ

ความว่า (ถ้าต้องการรู้จักใครสักคน)อย่าได้ถามถึงนิสัยของเขา แต่จงถามว่าใครเป็นเพื่อนสนิทของเขา  เพราะเพื่อนทุกคนมักจะเอาอย่างคนที่เขาคบเป็นมิตรเสมอ

 

ประการที่สี่ ส่งเสริมให้มีความสมถะในการใช้ชีวิตบนโลกนี้ และหวังผลบุญในวันปรโลก ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿وَلَا تَمُدَّنَّ عَيۡنَيۡكَ إِلَىٰ مَا مَتَّعۡنَا بِهِۦٓ أَزۡوَٰجٗا مِّنۡهُمۡ زَهۡرَةَ ٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَا لِنَفۡتِنَهُمۡ فِيهِۚ وَرِزۡقُ رَبِّكَ خَيۡرٞ وَأَبۡقَىٰ ١٣١﴾ [طه : 131]

ความว่า “และเจ้าจงอย่าทอดสายตาของเจ้าไปยังสิ่งที่เราได้ให้ความเพลิดเพลินแก่บุคคลประเภทต่างๆ ของพวกปฏิเสธศรัทธา ซึ่งความสุขสำราญในโลกดุนยา เพื่อเราจะได้ทดสอบพวกเขาในการนี้ และการตอบแทนของพระเจ้านั้น ดียิ่งกว่าและจีรังยิ่งกว่า”  (ฏอฮา 131)

และดังที่พระองค์ตรัสว่า

﴿ وَلَوۡلَآ أَن يَكُونَ ٱلنَّاسُ أُمَّةٗ وَٰحِدَةٗ لَّجَعَلۡنَا لِمَن يَكۡفُرُ بِٱلرَّحۡمَٰنِ لِبُيُوتِهِمۡ سُقُفٗا مِّن فِضَّةٖ وَمَعَارِجَ عَلَيۡهَا يَظۡهَرُونَ ٣٣ وَلِبُيُوتِهِمۡ أَبۡوَٰبٗا وَسُرُرًا عَلَيۡهَا يَتَّكِ‍ُٔونَ ٣٤ وَزُخۡرُفٗاۚ وَإِن كُلُّ ذَٰلِكَ لَمَّا مَتَٰعُ ٱلۡحَيَوٰةِ ٱلدُّنۡيَاۚ وَٱلۡأٓخِرَةُ عِندَ رَبِّكَ لِلۡمُتَّقِينَ ٣٥ ﴾ [الزخرف: ٣٣-٣٥] 

ความว่า “และหากมิใช่มนุษย์ทั้งหลายจะได้เป็นประชาชาติหนึ่งเดียวกันแล้ว แน่นอนเราจะให้ผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระผู้ทรงกรุณาปรานีมีบ้านของพวกเขา โดยมีหลังคาทำด้วยเงิน และบันไดที่พวกเขาขึ้น (ก็ทำด้วยเงิน) และบ้านของพวกเขามีประตูและเตียงนอน (ทำด้วยเงิน) ซึ่งพวกเขาจะนอนเอกเขนกบนมัน และ(เราจะให้เครื่องประดับแก่พวกเขาที่ทำด้วย)ทองคำ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวแห่งชีวิตในโลกนี้เท่านั้น ส่วนในปรโลก ณ ที่พระเจ้าของเจ้านั้นถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ยำเกรง”  (อัซ-ซุครุฟ 33-35)

 

ประการที่ห้า ส่งเสริมให้มีความบริสุทธิ์ใจต่อัลลอฮฺ  พระองค์ได้ตรัสในโองการอื่นกล่าวถึงบ่าวของพระองค์ผู้มีคุณธรรม ว่าพวกเขานั้นกระทำความดีเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ใช่เพื่อการโอ้อวดหรือต้องการคำสรรเสริญเยินยอ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

﴿إِنَّمَا نُطۡعِمُكُمۡ لِوَجۡهِ ٱللَّهِ لَا نُرِيدُ مِنكُمۡ جَزَآءٗ وَلَا شُكُورًا ٩﴾ [الإنسان : 9]

ความว่า “(พวกเขากล่าวว่า) แท้จริงเราให้อาหารแก่พวกท่าน โดยหวังความโปรดปรานของอัลลอฮฺ เรามิได้หวังการตอบแทนและการขอบคุณจากพวกท่านแต่ประการใด”(อัล-อินซาน 9)

 

และมวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก พรและสันติจงประสบแด่ท่านนบีมุหัมมัด รวมถึงวงศ์วานและบรรดามิตรสหายของท่านทุกคน

 

والحمد لله رب العالمين، وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين.